Ep.31 วิชาต้องห้ามและร้านดาบชำรุด
posted on 05 May 2011 19:10 by mayz-maiz in EpisodeEp.31 วิชาต้องห้ามและร้านดาบชำรุด
[ แกร๊กๆๆๆ... ]
เศษผลึกอัญมณีสีแดงราวกับท้องนภายามเย็นค่อยๆร่วงหล่นลงบนผืนดินอย่างเชื่องช้าพร้อมๆกับหัวใจของชายหนุ่ม ซึ่งแหลกสลายลงไปพร้อมๆกับสหายร่วมศึกที่อยู่ร่วมกับตนมาตั้งแต่สมัยยังเด็ก...
พลันภาพในอดีตสมัยที่ตนยังเป็นเด็กได้หวนกลับเข้ามาในห้วงความคิดของ เรย์ อย่างเชื่องช้า...
-----
# 14 Years ago : Holy Empire Diviner Continent 14 ปีก่อน อาณาจักรศักดิ์สิทธิ์ ทวีปดีไวน์เนอร์
[ เคร๊งๆๆๆ!!! ]
ณ สนามฝึกภายในตัวปราสาทหลวง เหล่าอัศวินและนักเรียนทั้งหลายต่างฝึกศาสตรารวมไปถึงวิชาการต่อสู้ในแขนงต่างๆอย่างขะมักเขม้น โดยแต่ละวิชาจะมีอาจารย์อัศวินคอยควบคุมดูแลการฝึกอย่างต่ำ 1 คนโดยมีหัวหน้าอัศวินเป็นผู้ควบคุมดูแลการฝึกโดยรวมอีกต่อหนึ่ง...
[ กึกๆๆ.. ]
เสียงก้าวเดินของผู้มาเยือนทำให้หัวหน้าอัศวินหันกลับมามองผู้มาใหม่จำนวน 2 คน ก่อนที่รอยยิ้มกว้างจะปรากฏขึ้นบนใบหน้าชรานั้นเพราะสหายร่วมรบเก่าอุตส่าห์มาเยี่ยมตนถึงพื้นที่ห่างไกลเช่นนี้
“ยินดีต้อนรับผู้นำตระกูล มาสเตอร์ คนปัจจุบัน รอย มาสเตอร์...”
“ไม่ต้องคำนับข้าเช่นนั้นก็ได้ แมกซิส... ท่านคือสหายร่วมรบของข้านะ...”
ผู้มาใหม่มีเรือนผมสีทองประกายและไว้หนวดเคราสั้นพร้อมด้วยนัยน์ตาสีมรกต ซึ่งแต่งกายด้วยชุดของราชวงศ์และตกแต่งด้วยชุดเกราะตามตัวเล็กน้อยพอเป็นพิธี ทำให้อัศวินชราจะโค้งคำนับให้กับเจ้านายซึ่งเคยเป็นสหายร่วมรบของตนอย่างนอบน้อม ก่อนที่ผู้เป็นนายจะพยุงร่างของชายชราขึ้นเพราะไม่ต้องการให้เพื่อนของตนแสดงท่าทีนอบน้อมมากจนเกินไป
“ข้าต้องขอโทษด้วยที่มาโดยไม่บอกกล่าว...”
“มิเป็นไร... หากแต่เหตุผลที่ท่านมาในวันนี้มีเหตุอันใดรึ?”
“อ้อใช่ ข้าเกือบลืมแนะนำตัวไปเลย... ออกมาสิลูก...”
รอย เปิดผ้าคลุมของตนก่อนที่ร่างของเจ้าชายตัวน้อยซึ่งมีเรือนผมสีทองไม่ต่างกับผู้เป็นพ่อทว่านัยน์ตากลมโตนั้นกลับมีสีทองเฉกเช่นเดียวกับสีผม ซึ่งแต่งกายด้วยชุดทรงของเจ้าชาย และยังคงเกาะขาของผู้เป็นพ่อเพื่อใช้เป็นที่กำบังกาย...
“แนะนำตัวสิลูก...”
“... ผมชื่อ เรย์... เรย์ มาสเตอร์ ครับ...”
“ฮ่าๆๆๆๆ~!!!”
แมกซิส หัวเราะชอบใจกับท่าทีอ่อนน้อมของเด็กชายตรงหน้า เพราะมันช่างทำให้เขานึกถึงสมัยที่เขาฝึกสอนวิชาการต่อสู้ให้กับ รอย เมื่อครั้งยังเด็กมากนัก ราวกับเขาได้ย้อนกลับไปฝึกเจ้านายของตนอีกครั้งหนึ่งเลยทีเดียว ดังนั้นเข้าจึงเข้าใจได้ในทันทีว่าคนตรงหน้าต้องการอะไรจากเขากันแน่?
“ท่านคงต้องการให้ข้าฝึกสอนลูกชายของท่านเหมือนที่ตนเองเคยเรียนสินะ?”
“ใช่แล้ว... เพราะข้าไม่คิดว่าจะมีใครที่สอนวิชาได้เก่งกาจเท่ากับท่านอีกแล้ว แมกซิส”
[ ฮ่าๆๆๆๆ~!!! ]
ชายชราทั้งสองต่างหัวเราะออกมาด้วยเสียงอันดังก้องเพราะทั้งคู่ต่างรู้จักกันมานานและรู้ใจของอีกฝ่ายเป็นอย่างดี ดังนั้นคงไม่ต้องมีการอธิบายอะไรให้มากความนัก
“แล้วท่านอยากให้ข้าสอนวิชาอะไรให้กับเจ้าชายน้อยล่ะ รอย?”
“ลูกข้ายังไม่มีวิชาที่เขาสนใจ ดังนั้นหากท่านจะช่วยค้นหาอาวุธที่เขาชื่นชอบให้จะเป็นพระคุณอย่างมากเลย...”
“ได้สิ... ตามข้ามาเลย เรย์ ข้าจะพาเจ้าไปเลือกอาวุธคู่กายของเจ้า...”
“คะ... ครับ!!!”
เด็กชายผละออกจากท่อนขาของผู้เป็นพ่อและวิ่งตามชายชราไปยังโกดังเก็บอาวุธอย่างว่องไวโดยมีสายตาของผู้เป็นพ่อมองตามแผ่นหลังเล็กๆนั้นไปด้วยรอยยิ้ม
.....
[ ครึ่กๆๆๆๆ... ]
[ กึงงง... ]
โกดังเก็บอาวุธถูกตั้งอยู่นอกลานฝึกเล็กน้อย ทำให้ทั้งคู่ต้องปลีกตัวออกมาจากฝูงชนก่อนที่ แมกซิส จะเปิดประตูโกดังให้แก่เด็กชายอย่างเชื่องช้า
[ โห... ]
เด็กชายส่งเสียงร้องออกมาเมื่อเห็นอาวุธหลากชนิดหลายรูปแบบถูกเก็บเอาไว้ภายในตัวโกดังเล็กๆซึ่งถูกขยายขนาดภายในให้มากกว่าที่เห็นภายนอกด้วยเวทย์มนตร์ ก่อนที่เด็กชายจะวิ่งเข้าไปด้อมๆมองๆอาวุธต่างๆอย่างตื่นตาตื่นใจ
[ ตึกๆๆๆ... ]
[ กึก... ]
จนในที่สุดเด็กชายก็วิ่งไปหยุดอยู่ตรงหน้าหอกยาวสีแดงเล่มหนึ่งซึ่งถูกปักเอาไว้ใจกลางห้องและล้อมรอบด้วยอักขระมนตราเพื่อป้องกันผู้บุกรุกและอำนาจภายในตัวหอกของมันเอง ก่อนที่ แมกซิส จะเดินเข้ามาวางมือลงบนศีรษะของเด็กชายและกล่าวอธิบายด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
“หอกนี้มีชื่อว่า [ หอกนภาอัสดง ] เป็นหนึ่งในอาวุธมารในตำนานที่ในอดีตเคยถูกใช้โดยจอมมารแห่งท้องนภา... ซึ่งจอมมารต้นนั้นได้ถูกหนึ่งในผู้กล้าในตระกูล มาสเตอร์ สังหารลงแล้วยึดอาวุธของมันมาได้ในท้ายที่สุด...”
“ตระกูลของผมเหรอครับ?”
เด็กชายถามเสียงใสในขณะที่ชายชรายังคงยิ้มและกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงภาคภูมิว่า
“ใช่แล้ว ตระกูลของเธอนั่นแหละ... ตระกูลของเธอทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้คนและนำความสงบสุขมาสู่อาณาจักร... ไม่สิ... นำความสงบสุขมาสู่โลกนี้นับครั้งไม่ถ้วนแล้วตั้งแต่ครั้งบรรพกาล เอ้อ... เรานอกเรื่องไปไกลแล้วสินะ... อะแฮ่มๆ...”
“ฮิๆๆ...”
เด็กชายหัวเราะกับท่าทีของชายชราและฟังสิ่งที่อีกฝ่ายตั้งใจจะเล่าต่ออย่างตั้งอกตั้งใจ
“อาวุธชิ้นนี้เคยถูกนำมาใช้ในการรบอยู่หลายครั้ง แต่ไม่เคยมีใครสามารถใช้งานมันได้เหมือนกันจอมมารแห่งท้องนภาเลยแม้แต่น้อย และทุกๆคนที่เคยใช้อาวุธชนิดนี้ล้วนตายด้วยคมหอกของมันเองแทบทั้งสิ้น เพราะดูเหมือนจิตวิญญาณอันชั่วร้ายจะยังคงสิงสถิตอยู่ในอาวุธชิ้นนี้...”
“โห...”
เด็กชายยังคงจ้องมอง หอกนภาอัสดง ต่อไปด้วยแววตาที่ชายชรายากจะบอกได้ว่ารู้สึกเช่นไร ก่อนที่จะเกิดเสียงอะไรบางอย่างขึ้นภายนอกโกดัง...
[ ตูม!!! ]
[ ครืนนนน... ]
[ เหวอออ!!! ]
ตัวโกดังถูกแรงระเบิดจนสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงก่อนที่อาวุธโดยรอบจะพากันล้มและร่วงลงมาใส่ทั้งคู่...
“ระวัง!!!”
[ เคร๊งๆๆๆ โครม!!! ]
[ เรย์~!!!!! ]
ชายชราตั้งใจจะพุ่งเข้าไปช่วยเด็กชายเอาไว้ ทว่าด้วยอายุที่มากกว่าเก่าก่อนทำให้ แมกซิส ไม่สามารถตรงเข้าไปช่วย เรย์ ได้ทันท่วงที่ก่อนที่ภาพกองอาวุธจำนวนมากร่วงลงใส่เด็กชายจะฉายชัดในดวงตาของชายชรา ขณะที่ฝุ่นควันคละคลุ้งไปทั่วทั้งโกดังอย่างรวดเร็ว
[ ตึกๆๆๆ!!! ]
[ อาจารย์!!! ]
เหล่าลูกศิษย์ของชายชราที่ทราบว่า แมกซิส เดินมาทางโกดังเก็บของต่างวิ่งมาดูอาการของอาจารย์ของตนอย่างรวดเร็ว ก่อนจะอธิบายว่าสาเหตุของการระเบิดเมื่อสักครู่นี้เกิดจากการยิงเวทมนตร์ผิดพลาดของนักเรียนคนหนึ่ง ก่อนที่ผู้นำตระกูล มาสเตอร์ จะเดินผ่านฝูงชนเข้ามาทำให้บริเวณโดยรอบเกิดความเงียบขึ้นในทันที...
“..... เรย์ อยู่ที่ไหน?”
“นะ... ในนั้น...”
ชายชราชี้นิ้วมืออันสั่นเทาไปทางกองอาวุธที่ปักอยู่ใจกลางโกดัง ขณะที่บรรดาลูกศิษย์ของเขารวมไปถึงผู้นำแห่งตระกูล มาสเตอร์ ต่างลืมหายใจไปชั่วขณะเมื่อทราบว่าทายาทเพียงหนึ่งเดียวของผู้นำตระกูลอยู่ใต้กองอาวุธจำนวนมากนั้น...
[ หลีกไป!!! ]
[ ตึกๆๆๆ!!! ]
ด้วยน้ำเสียงที่ทรงอำนาจนั้นส่งผลให้เหล่าลูกศิษย์ของ แมกซิส แหวกทางออกให้ รอย เดินเข้าไปภายในตัวโกดังอย่างรวดเร็วก่อนที่แสงสว่างสีทองอร่ามจะส่องลอดผ่านกองอาวุธออกมาจนทุกๆคนในบริเวณนั้นต้องยกมือขึ้นปิดบังดวงตาของตนเอาไว้...
[ วาบ... ตูมมมม!!! ]
[ เหวออออ!!! ]
[ แกร๊กๆๆ เคร๊งๆ... ]
เกิดระเบิดขนาดย่อมขึ้นภายในตัวโกดัง ก่อนที่ภาพเหตุการณ์บางอย่างจะสร้างความตื่นตะลึงแก่สายตาของทุกๆคนในบริเวณโดยรอบ…
“นั่นมัน... นภาอัสดง?”
[ วู้มๆ... ]
ตัวหอกสีแดงชาดเปล่งแสงสีแดงปนทองอยู่เหนือร่างของ เรย์ ในขณะที่เด็กชายยังคงจ้องมองกลับไปยังบิดาของตนโดยที่ร่างกายไม่มีบาดแผลใดๆเลยแม้แต่น้อย
“เรย์...”
“ท่านพ่อ... ท่านลุง แมกซิส...”
ชายชราทั้งสองครางชื่อของเด็กชายออกมาในขณะที่เด็กชายเองก็ครางชื่อของทั้งสองออกมาเช่นกัน ก่อนที่เด็กชายจะยิ้มออกมาในท้ายที่สุดและกล่าวว่า
“ท่านลุง แมกซิส... ผมตกลงเลือกอาวุธชิ้นนี้เป็นอาวุธคู่กายของผมแล้วละครับ”
[ อะไรนะ!!!!! ]
ลูกศิษย์ของ แมกซิส ทุกผู้ทุกนางต่างประสานเสียงขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงในขณะที่ชายชราทั้งสองยังคงนิ่งเงียบอยู่เช่นนั้นและกล่าวออกมาว่า
“พ่อดีใจที่ลูกเลือกมันนะ แต่ว่า...”
“นับตั้งแต่บรรดานักบวชศักดิ์สิทธิ์ลงอาคมบนตัวมันแล้วก็ไม่เคยมีใครดึงมัน...”
[ กึก... ]
“ขึ้นจาก... แท่น... ได้!!!”
ประโยคของ แมกซิส ขาดห้วงไปในทันทีที่ด้ามหอกถูกถอนออกมากพื้นดินท่ามกลางสายตาของทุกๆคน
[ ไม่จริงงงงงง!!! ]
คราวนี้กระทั้ง รอย และ แมกซิส เองก็พลอยตะโกนขึ้นพร้อมๆกับบรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายของพวกเขา เนื่องจากอาคมที่ลงเอาไว้นั้นกล้าแข็งมากชนิดที่ตัว รอย ซึ่งเป็นผู้นำตระกูล มาสเตอร์ เองก็ใช่ว่าจะถอนมันออกมาได้ง่ายๆ หรือนี่คือลิขิตสวรรค์ที่ให้ เรย์ และ หอกนภาอัสดง ได้มาพบกันหนอ...?
“ถ้าเช่นนั้น... ฝากตัวด้วยนะ [ นภาอัสดง ]”
[ วู้ม... ]
หัวหอกเปล่งแสงออกมาเบาๆราวกับจะตอบรับคำพูดของเด็กชาย และนับจากวันนั้นเป็นต้นมา เรย์ และ หอกนภาอัสดง ก็ไม่เคยแยกจากกันอีกเลย… ไม่ว่า เรย์ จะเดินทางไปที่ใดเขาก็มักจะพกหอกเล่มนี้ติดตัวเขาไปด้วยเสมอๆ จนกระทั่งเด็กชายเติบใหญ่เป็นหนุ่มและออกเดินทางมายังทวีปเบอร์มีเซีย เขาก็ไม่ลืมที่จะพาสหายคู่ใจติดตัวมาด้วย...
ทว่า ณ บัดนี้สหายคู่ใจของเขากลับต้องจากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับเสียแล้ว...
-----
# Serdin ร้านสมุนไพรและดอกไม้ป่า 1 ชั่วโมงต่อมา
[ ….. ]
บรรยากาศภายในร้านเงียบสงัดต่างกับช่วงเช้าที่มีลูกค้าแน่นร้าน รวมไปถึงเสียวโหวกเหวกที่ดังมาจากภายในตัวร้าน ซึ่งบัดนี้ไม่มีให้ได้ยินดังเดิมอีกแล้ว...
[ Close ] (ปิดร้าน)
ป้ายอักษรสีชมพูสดใสตกแต่งด้วยสมุนไพรสีสวยถูกแขวนป้ายเอาไว้หน้าตัวร้านขณะที่สมาชิกทุกๆคนต่างรวมกันอยู่ภายในตัวร้านเพื่อหารือเกี่ยวกับเรื่องที่ เรย์ และ เซลิน่า เพิ่งพบเจอมา...
.....
ภายในห้องนั่งเล่นหลังตัวร้าน เรย์ รอน อีริค เซลิน่า รวมไปถึง จิล และ เจน ต่างนั่งล้อมรอบเศษอัญมณีสีแดงทับทิมซึ่งทอประกายแวววาวอยู่บนโต๊ะตัวหนึ่ง ทว่าความงดงามนั้นกลับไม่ทำให้สมาชิกทั้งหมดรู้สึกดีใจแม้แต่น้อย เนื่องจากเศษอัญมณีนั้นคือซากอาวุธคู่กายของ เรย์ นั้นเอง...
“.....”
บรรยากาศอึดอัดครอบคลุมทั่วทั้งตัวร้านเมื่อ เรย์ ยังคงนิ่งเงียบไม่เอ่ยอะไรออกมาเลยนับตั้งแต่เศษอาวุธของเขาถูกวางลงบนโต๊ะและเล่าเรื่องราวทั้งหมดเกี่ยวกับอดีตของเขาและอาวุธคู่กาย กระทั่ง รอน และ อีริค ซึ่งเป็นเพื่อนที่คุ้นเคยกับเขาที่สุดก็ยังไม่สามารถหาคำพูดใดๆขึ้นมาปลอบชายหนุ่มได้...
[ แกร๊ก... กริ๊งๆๆ... ]
[ เดี๋ยวชั้นไปดูเองค่ะ!!! ]
เสียงประตูร้านดังขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดทำให้ จิล และ เจน ตะโกนขึ้นมาเกือบจะพร้อมเพรียงกันและรีบลุกหนีไปจากบรรยากาศอันแสนอึดอัดนี้อย่างรวดเร็ว...
[ ปัง!!! กริ๊งๆๆ... ]
[ โครม!!! ]
[ กรี๊ดดดด~!!! ]
ประตูสู่หน้าร้านถูกทั้ง 2 สาวกระแทกเปิดออกอย่างรุนแรงก่อนที่พวกเธอจะเสียหลักและไถลไปกับพื้นท่ามกลางสายตาขบขันของผู้มาเยือนในชุดสีแดงเพลิง
“ตายแล้ว... ร้านนี้อยากต้อนรับลูกค้ามากจนถึงขั้นต้องแย่งกันออกมาเลยเหรอจ้ะ?”
“คุณ อลิส!!!”
“อย่าล้อพวกเราเล่นสิคะ!?!”
“ฮะๆๆๆๆ...”
ผู้มาเยือนก็คือ อลิส นั่นเอง... เนื่องจาก ซิลเบอร์ ที่ทราบข่าวที่เกิดขึ้นภายในป่าระหว่าง เรย์ และ เซลิน่า เขาจึงรีบดินทางเข้าปราสาทเพื่อไปแจ้งความคืบหน้าให้ อลิส ทราบ
(ดูเหมือน ซิลเบอร์ จะเข้าใจผิดว่าทั้งคู่เกิดเหตุการณ์พิเศษให้รักกันมากขึ้นกระมัง...)
“ขอชั้นพบ เรย์ และ เซลิน่า หน่อยได้มั้ยจ้ะ?”
“ชะ... เชิญค่ะ!!!”
สองสาวต่างกุลีกุจอลุกขึ้นและเปิดประตูให้ อลิส เดินผ่านเข้าไปอย่างสะดวกสบายในขณะที่ ซิลเบอร์ รีบเดินตามหญิงสาวเข้าไปอย่างรวดเร็ว
(เนื่องจากกลัวว่า 2 สาวจะถามถึงสินค้าที่ฝากส่ง...)
.....
[ ….. ]
ภายหลังจากที่ อลิส เดินเข้าไปภายในร้านและทราบข่าวว่าอาวุธของชายหนุ่มได้แตกสลายไปเรียบร้อยแล้ว รวมไปถึงทราบอดีตของ เรย์ ที่ผูกพันกับอาวุธชิ้นนี้มาก ทำให้เธอครุ่นคิดหาคำพูดออกมาเพื่อแก้ไขสถานการณ์นี้เช่นกัน...
“อืมมม...”
หญิงสาวส่งเสียงครางออกมาเล็กน้อยก่อนที่เธอจะเริ่มพูดคุยกับ เรย์ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
“จากที่ได้ฟังมา... อาวุธชิ้นนี้ไม่ใช่อาวุธธรรมดาที่จะแตกหักได้โดยง่ายถูกต้องมั้ยคะ?”
“... ครับ...”
ชายหนุ่มตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นกันก่อนที่ อลิส จะเปิดปากพูดต่อไป...
“เช่นนั้นก็แปลกอยู่... การที่อาวุธมารจะถูกทำลายนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยนะคะ... แม้ว่ามันจะมีอายุหลายพันปีก็ตาม แต่ความศักดิ์สิทธิ์ของมันก็ไม่น่าจะเสื่อมถอยจนถึงขั้นถูกทำลายจากการโจมตีของพวก ออค เลยนี่คะ?”
“.....”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้แล้ว เรย์ จึงเงียบเสียงลงในทันทีพลางหลับตาครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่พักหนึ่งท่ามกลางสายตาเป็นห่วงของเพื่อนๆภายในกลุ่มและสองสาวเจ้าของร้าน...
“คนที่ทำลาย หอกนภาอัสดง... ก็คือผมเองนี่ละครับ...”
“.....”
[ ….. เอ๋!!?!? ]
ทุกชีวิตภายในร้านต่างเปล่งเสียงขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกัน ก่อนที่ ซิลเบอร์ จะตั้งสติได้เป็นรายแรกและเอ่ยขึ้นว่า
“นายหมายความว่ายังไง? นายจะบอกว่านายตั้งใจทำลายอาวุธของตัวเองงั้นเหรอ?”
“ไม่ใช่หรอกครับ...”
“งั้นนายทำไปเพื่ออะไรละเพื่อน!?!”
หลังจากที่ ซิลเบอร์ ได้รับคำตอบไปได้ไม่นาน รอน ก็ส่งเสียงถามแทรกขึ้นมาในทันที
“ต้องบอกว่าผมไม่ได้ตั้งใจ... แต่มันก็เป็นเพราะผมอยู่ดีนั่นละครับ...”
“ชั้นไม่เข้าใจน่ะ... นายอธิบายให้ชัดเจนอีกนิดได้ไหม?”
[ ใช่ๆๆ!!! ]
อีริค ส่งเสียงถามแทรกขึ้นมาก่อนที่สมาชิกอื่นๆจะกรูเข้ามาถาม เรย์ เป็นการใหญ่ขณะที่ที่ อลิส จะส่งสัญญาณให้ทุกคนอยู่ในความสงบและปล่อยให้ เรย์ มีเวลารวบรวมสติอีกครั้งหนึ่ง...
“สิ่งที่ทำลาย [ หอกนภาอัสดง ] คือ [ วิชาต้องห้าม ] ของตระกูลมาสเตอร์ครับ... ”
“วิชาต้องห้าม!?!”
ทุกคนทำท่าจะเอ่ยปากถามอีกครั้งทว่า อลิส กลับยกมือห้ามเอาไว้ก่อนทำให้ทุกๆคนนิ่งเงียบและฟังเรื่องที่ เรย์ จะเล่าต่อไปอย่างเชื่องช้า
“ครับ... วิชาต้องห้ามคือวิชาลับที่ผู้นำตระกูลและว่าที่ผู้นำตระกูลมาสเตอร์รุ่นต่อไปเท่านั้นถึงจะมีสิทธิเล่าเรียนมัน ซึ่งผมเองก็สำเร็จวิชาในนั้นออกมาจำนวนหนึ่ง... ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือวิชาอัญเชิญเทพีวาคิวรี่ ( Summon Valkyrie ) ที่พวกคุณได้เห็นในช่วงท้ายสงครามนั่นแหละครับ...”
เมื่อชายหนุ่มกล่าวถึงตรงนี้ ภาพของเทพีสีทองและปีกยักษ์ที่แผ่สยายบนท้องนภาได้ปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของพวกเขาอย่างพร้อมเพรียงกัน เนื่องจากความงดงามนั้นยังคงตราตรึงในความทรงจำของพวกเขาไม่เสื่อมคลาย...
“และอีกวิชาหนึ่งที่ผมสำเร็จออกมาก็คือ คมหอกทะลวงสวรรค์ ( Last Piercing ) ซึ่งจะเป็นการรวบรวมพลังเทพเข้าไปมนอาวุธก่อนจะซัดออกไปเป็นทางตรงเพื่อทะลวงทุกๆสิ่งที่ขวางหน้า และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้ [ หอกนภาอัสดง ] ต้องมีสภาพเช่นนี้ครับ...”
“ [ คมหอกทะลวงสวรรค์ ] ??? ”
คราวนี้ทุกคนไม่ได้แสดงท่าทีจะเข้าไปถามชายหนุ่มเพิ่มเช่นก่อนหน้านี้ทำให้ อลิส ซึ่งยกมือขึ้นห้ามต้องส่งสายตาดุๆใส่สมาชิกโดยรอบที่ทำให้เธอเสียหน้าก่อนที่เธอจะหันกลับมายิ้มแห้งๆให้กับ เรย์ อีกครั้งหนึ่ง
“พวกคุณคงทราบดีอยู่แล้วว่าตระกุลของผมสืบสายเลือดของผู้กล้าและมีเชื้อสายของเทพ และมี(*)พลังเทพไหลเวียนอยู่ในร่างกาย... ดังนั้นวิชาการต่อสู้รวมไปถึงเวทมนตร์ประจำตระกูลของผมทั้งหมดล้วนเป็นวิชาที่ต้องใช้พลังเทพแทบทั้งสิ้น”
((*)พลังเทพ – เป็นพลังเวทมนตร์ชนิดหนึ่งซึ่งแตกแยกออกไปจากเวทมนตร์ปกติทั่วไปซึ่งสามารถใช้เวทมนตร์สายปกติได้เหมือนจอมเวทย์ตามปกติ ทว่านอกจากเวทมนตร์ปกติแล้วผู้ใช้พลังเทพจะสามารถใช้เวทมนตร์พิเศษบางชนิดได้อีกด้วย และนอกจากพลังเทพแล้วยังมีพลังเวทมนตร์แขนงอื่นที่แตกแยกออกไปจากเวทมนตร์ปกติอีกด้วย ทว่าผู้ใช้เวทมนตร์พิเศษเหล่านั้นไม่สามารถพบเจอได้บ่อยนักต่างกับตระกูลมาสเตอร์ ซึ่งสามารถใช้พลังเทพได้ทั้งตระกูล แต่มากน้อยขึ้นอยู่กับแต่ละคน...)
ทุกๆคนยังคงตั้งใจฟังสิ่งที่ชายหนุ่มพูดอย่างตั้งอกตั้งใจก่อนที่ เรย์ จะยิ้มและไม่กล่าวอะไรไปมากกว่านั้นทำให้ทุกๆคนต่างทำหน้าฉงนและจ้องตอบชายหนุ่มกลับไปอย่างงุนงง...
“อ้าว... ไม่เล่าต่อละเพื่อน?”
“นั่นสิ เรย์... นายเล่าขาดตอนแบบนี้พวกชั้นก็ไม่รู้เรื่องกันพอดี...”
“จริงด้วย...”
รอน อีริค และ ซิลเบอร์ ถามขึ้นมาอย่างร้อนรนในขณะที่ อลิส และ เซลิน่า ต่างทำท่าครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ก่อนที่เด็กสาวจะค้นพบเหตุผลได้ในที่สุด
“หนูรู้แล้วค่ะ!!!”
เซลิน่า ตะโกนขึ้นมาอย่างดีใจก่อนที่ทุกคนจะหันมามองเด็กสาวด้วยแววตาสงสัยในขณะที่ เรย์ ส่งยิ้มอ่อนโยนให้กับเด็กสาวพลางเอ่ยเสียงนุ่มว่า
“ลองบอกสิ่งที่คุณคิดให้ผมฟังสิครับ เซลิน่า... ว่าคำตอบที่คุณค้นพบคืออะไร?”
“ค่ะ... พลังเวทมนตร์ของ พี่เรย์ คือพลังเทพและทุกกระบวนท่าของพี่จะเป็นการใช้พลังเทพแทบทั้งสิ้นทว่าอาวุธของพี่... [ หอกนภาอัสดง ] เป็นอาวุธมารนี่คะ? ดังนั้น พลังเทพ กับ อาวุธมาร ย่อมจะนำมาใช้ร่วมกันไม่ได้อยู่แล้วใช่มั้ยคะ?”
“.....!!!”
เมื่อนั้นเองที่สมาชิกทุกคนภายในร้านเข้าใจแล้วว่าทำไม เรย์ ถึงบอกว่าตนเองเป็นคนทำลายอาวุธคู่กาย... เพราะพลังในตัวเขาไม่สามารถใช้ร่วมกับอาวุธชิ้นนี้ได้นั่นเอง ก่อนที่ชายหนุ่มจะเผยรอยยิ้มให้กับเด็กสาวอย่างอ่อนโยนและพูดว่า
“ถูกต้องตามที่ เซลิน่า พูดนั่นแหละครับ... ถ้าเป็นการต่อสู้โดยใช้พลังเทพทั่วไปตัวหอกก็ยังสามารถทนต่อพลังเวทย์ของผมได้ แต่ท่า [ คมหอกทะลวงสวรรค์ ] นั้นเป็นการบีบอัดพลังเทพจำนวนมากลงไปในอาวุธ... ดังนั้นตัวหอกจึงไม่สามารถทนต่อพลังอันรุนแรงได้และแตกสลายลงอย่างที่เห็นนี่ละครับ...”
“.....”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้แล้ว อลิส จึงไขข้อข้องใจที่ค้างคาอยู่ในอกของเธอเสียทีว่า “รู” ที่ทะลุกำแพงเมื่อตั้งแต่ทิศเหนือจรดทิศใต้นั้นเป็นฝีมือของ เรย์ นั้นเอง... ชายหนุ่มกล่าวขอโทษพลางอธิบายว่าเขาจำเป็นต้องใช้ท่านั้นเพื่อตัดสินการต่อสู้กับ ไนท์แมร์ คนหนึ่งซึ่งตัว อลิส เองก็ไม่ได้ถือสาหาความอะไรมากและยกโทษให้กับชายหนุ่มอย่างง่ายดาย
“ถ้าอย่างนั้น... เราจะทำยังไงกับเศษ... เอ่อ... หอกของนายดีล่ะเพื่อน...?”
รอน เอ่ยถามขึ้นมาอย่างแผ่วเบาก่อนที่สมาชิกทุกๆคนในร้านจะกลับเข้าสู่ความเงียบอีกครั้งหนึ่ง...
“ผมคิดว่า... คงต้องปล่อยให้มันเป็นไปแล้วละครับ...”
“ไม่ได้นะคะ!!!”
[ …!?! ]
ทว่าขณะที่ เรย์ กำลังทำใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นนั้นเองที่ เซลิน่า กรีดร้องขึ้นมาท่ามกลางสายตาตื่นตกใจของสมาชิกโดยรอบ ก่อนที่เด็กสาวจะตะโดนต่อไปว่า
“พี่เรย์... รวมถึงพี่รอน และ พี่อีริค ยอมเสี่ยงชีวิตเข้าต่อสู้ในสงครามครั้งนี้ทั้งๆที่พวกพี่จะถอนตัวกลับไปก็ได้... อีกทั้ง พี่เรย์ ยังยอมใช้วิชาต้องห้ามของตนจนหมดสติไปถึง 5 วันเต็มๆเลยนะคะ!!! หนูไม่ยอมให้เรื่องต้องจบลงแบบนี้เด็ดขาดค่ะ!!!”
“เซลิน่า...”
อลิส ครางชื่อน้องสาวของเธอออกมาอย่างแผ่วเบาพลายรู้สึกยินดีอยู่ลึกๆในใจ เพราะน้องสาวที่เธอต้องคอยปกป้องอยู่เสมอมากลับกล้าขึ้นเสียงต่อหน้าทุกๆคนเช่นนี้แล้ว มันอดทำให้เธอรู้สึกปลาบปลื้มกับการเปลี่ยนแปลงของน้องสาวไม่ได้จริงๆ... ทว่าความจริงก็ยังคงเป็นความจริงอยู่วันยังค่ำ...
“เซลิน่า... พี่เข้าใจความรู้สึกของน้องนะแต่เราไม่มีวิธีที่จะซ่อมอาวุธศักดิ์สิทธิ์ได้หรอกนะ...”
“แต่ว่า!!!”
เด็กสาวยังคงกรีดร้องต่อไปอย่างบ้าคลั่งโดยมีผู้เป็นพี่คอยประคองร่างของเธอเอาไว้ด้วยความเป็นห่วง
“ใจเย็นๆก่อนนะ เซลิน่า!!!”
“ปล่อยหนู!!! ปล่อยยยย!!!”
“เฮ้ย ช่วยกันหน่อยดีกว่ามั้งเพื่อน!!!”
“อืม!!!”
เซลิน่า ยังคงกรีดร้องและดิ้นไปมาอย่างบ้าคลั่งจน อลิส ไม่สามารถจับตัวเธอเอาไว้ได้เพราะกลัวว่าจะทำให้น้องสาวของตนบาดเจ็บ ทำให้ รอน และ อีริค ต้องเข้าไปช่วยจับตัวเธอเอาไว้อย่างเลี่ยงไม่ได้
“เซลิน่า...”
“.....”
เรย์ ยังคงจ้องมองเด็กสาวด้วยแววตาเศร้าสร้อย ทว่าเขากลับไม่สามารถทรยศจิตใจอันมุ่งมั่นของเธอและเข้าไปหยุดเด็กสาวเอาไว้ได้ในขณะที่ ซิลเบอร์ ยังคงอ่านหนังสือในมือของตนต่อไปจนกระทั่ง...
“มีวิธีนะ...”
“..... เอ๊ะ...!?!”
ชายหนุ่มผมเงินกล่าวประโยคที่จะใช้แก้ไขสถานการณ์ตรงหน้าออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ก่อนที่หนังสือในมือของเขาจะถูกส่งให้กับ อีริค ซึ่งยืนอยู่ใกล้ที่สุดอย่างรวดเร็ว
“ช่วยอ่านหน้าที่ 24 ย่อหน้าที่ 2 ให้ทุกคนฟังที...”
“อะ... อืม...”
[ ควับ... ]
[ … เฮ้ย!?! ]
ทว่าก่อนที่ อีริค จะทันได้รับหนังสือไปจากมือของ ซิลเบอร์ นั้นเองที่ รอน รีบวิ่งมาคว้าหนังสื่อในมือไปอ่านอย่างรวดเร็วท่ามกลางเสียงร้องของทั้งคู่
“มาๆๆชั้นอ่านเอง!!!”
[ พั่บๆๆๆๆ... ]
หน้ากระดาษถูกเปิดอย่างรวดเร็วในก่อนที่ตัวอักษรในเล่มหนังสือจะถูกอ่านผ่านริมฝีปากของ รอน อย่างรวดเร็ว
“อาบ อบ นวด ไนท์พลาซ่า เปิดบริการแล้วที่ถนน 32/5 ค่าบริการย่อมเยาเพียงคืนละ 1000 โกลด์เท่านั้น!!!”
[ พรู่ดดด!!! ]
เรย์ ซึ่งกำลังยกถ้วยน้ำชาขึ้นจิบแก้เครียดถึงกับพ่นน้ำชาทั้งหมดออกมาอย่างรวดเร็วในขณะที่สมาชิกอื่นๆต่างอ้าปากค้างและหันกลับมาจ้อง ซิลเบอร์ อย่างคาดคั้นและสับสนในทันที
“ซิล... นี่น่ะเหรอ [ มีวิธี ] ของเธอน่ะ!?!”
“.....”
ชายหนุ่มไม่ตอบอะไรและเดินเข้าไปใกล้ๆร่างของ รอน อย่างเชื่องช้าและพูดเสียงสั่นว่า
“ช่วย... ดูเลขหน้าให้ดีๆอีกครั้งด้วย...”
“เหอ? หน้า... 26ไงล่ะ?”
[ เปรี้ยง!!! ]
[ โอ๊กกกกก!!! ]
[ เอ้ย!?! ]
ร่างของ รอน ปลิวตามหมัดของ ซิลเบอร์ ไปอย่างรวดเร็วท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของทุกๆคนก่อนที่ชายหนุ่มจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า
“ชั้นให้เปิดไปหน้าที่ 24... ไม่ใช่ 26...”
“.....”
ชายหนุ่มเอ่ยด้วยเสียงราบเรียบเช่นเดิมก่อนที่เขาจะหยิบหนังสือเล่มใหม่ออกมาจากในเสื้อของตนและเดินไปอ่านหนังสือหลบมุมเงียบๆอีกครั้งหนึ่ง...
“เอ่อ... หน้าที่ 24 สินะ...”
อีริค ค่อยๆเปิดหนังสือของ ซิลเบอร์ อย่างเชื่องช้าก่อนที่เลขหน้าที่ต้องการจะปรากฏแก่สายตาของชายหนุ่มในที่สุดก่อนที่เนื้อหาภายในหนังสือจะถูกอ่านอย่างรวดเร็ว
[ ..... [ ร้านดาบชำรุด ] ร้านค้าชื่อแปลกที่ไม่ค่อยเป็นที่สนใจของผู้คนมากนัก... ไม่ใช่เพราะชื่อร้านอันสุดแสนจะไม่เป็นมงคลของตัวร้านเท่านั้นแต่หากเป็นเพราะพฤติกรรมอันสุดแสนจะออกนอกกรอบของร้านค้าแห่งนี้ซึ่งชอบนำอาวุธที่ชำรุดเสียหายหรือถูกทิ้งแล้วมาซ่อมแซมและทำความสะอาดเสียใหม่จนอยู่ในสภาพดีและนำกลับมาขายในตัวร้านอีกครั้งหนึ่ง ทว่านอกจากเรื่องนี้แล้วเจ้าของร้านทั้ง 2 เองก็ไม่ปกติเช่นกัน!!!
เจ้าของ [ ร้านดาบชำรุด ] หรือที่ผู้คนต่างขนานนามว่า “พี่น้องสมิธ” ( Smith Brothers ) ซึ่งมีนิสัยสุดบรรยายที่ผู้คนซึ่งเคยพบเจอกับพวกเขายากที่จะลืมเลือน... ผู้เป็นน้องนั้นเป็นคนที่เรียกได้ว่า “หน้าเงิน” เข้ากระแสเลือดจนไม่มีคำอื่นจะบรรยายตัวตนของเขาได้มากกว่านี้อีกแล้ว หากต้องการพูดคุยหรือสอบถามข้อมูลกับเขาแล้วละก็ โปรดทำใจเอาไว้ด้วยว่าเงินในกระเป๋าของคุณจะถูกสูบออกไปอย่างรวดเร็วและแน่นอน ในขณะที่ผู้เป็นพี่นั้นเรียกได้ว่า “เงียบ” และไม่ค่อยจะพูดจาอะไรมากนักอีกทั้งยังมีสิหน้านิ่งเรียบอยู่ตลอดเวลา ทว่าผู้เป็นพี่กลับฝีมือในการตีอาวุธและซ่อมแซมศาสตราทุกประเภทอย่างดีเลิศ จนผู้คนบางส่วนขนานนามเขาว่า “ผู้ตีดาบศักดิ์สิทธิ์” เลยทีเดียว... ]
เมื่ออ่านมาถึงจุดนี้แล้วสมาชิกทุกคนจึงหยุดทุกอิริยาบถของตัวเองพลางมองมาที่ อีริค อย่างทึ่งๆในทันทีที่คำว่า “ผู้ตีดาบศักดิ์สิทธิ์” ปรากฏขึ้นในบทความที่ ซิลเบอร์ ส่งให้เขาอ่าน... เพราะประกายแห่งความหวังได้ถูกจุดขึ้นมาในใจของทุกคนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
“อีริค!!! ร้านนั่นตั้งอยู่ที่ไหน!?!”
อลิส ซึ่งตั้งสติได้ก่อนใครรีบตะโกนถามที่อยู่ข้องร้านในทันที ในขณะที่ อีริค รีบไล่สายตาหาตำแหน่งที่ตั้งของร้านจากในบทความนั้นอย่างเร่งรีบเช่นกัน
“ร้านค้าแห่งนี้ตั้งอยู่ในตรอกที่ 129/385 ณ โซนเมืองเซอร์ดินทิศใต้... หากท่านไม่ใช่คนในพื้นที่ซึ่งเชี่ยวชาญเส้นทางเป็นอย่างดีแล้วละก็ คุณควรที่จะศึกษาแผนที่...”
“หนูรู้จักที่นั่นค่ะ!!! ให้หนูนำทางไปนะคะ!!!”
ทว่ายังไม่ทันที่ อีริค จะทันได้อ่านข้อความนั้นจบ เซลิน่า ก็ชิงเสนอตัวนำทางให้กับทุกคนด้วยตัวเอง เนื่องจากเธอมักจะหนี อลิส ไปหลบอยู่ในตรอกนั้นบ่อยๆสมัยที่เธอพยายามขอเข้าร่วมทีม GC และ SGC ทำให้เธอชำนาญพื้นที่แถวนั้นพอสมควรแต่เธอจำไม่ได้ว่ามีร้านชื่อนี้ตั้งอยู่ในตรอกนั้นนะ...?
“เซลิน่าจัง... ทุกคน...”
เรย์ ครางชื่อของเด็กสาวออกมาอย่างแผ่วเบาพลางซาบซึ้งในความช่วยเหลือของสมาชิกในกลุ่มทุกๆคนจนอดเผยรอยยิ้มบางๆออกมาไม่ได้...
“ถ้าอย่างนั้นรีบนำทางไปเลย เซลิน่า... เดี๋ยวพี่จะไปกับพวกเธอด้วย!!!”
“เห็นทีจะไม่ได้ครับท่านหัวหน้า...”
“...!?!”
อลิส ซึ่งตั้งใจจะติดตามพวก เรย์ ไปยัง [ ร้านดาบชำรุด ] กลับถูก ซิลเบอร์ ทักท้วงเอาไว้จนหญิงสาวเผยอารมณ์โกรธออกมาอย่างเห็นได้ชัด ในขณะที่ชายหนุ่มปิดหนังสือในมือและลุกขึ้นยืนพลางเอ่ยเสียงเรียบว่า
“วันนี้ท่านต้องเข้าเฝ้าองค์ราชินีไม่ใช่หรือครับ... ท่าน หัว หน้า?”
“..... อ๊ะ!!!”
อลิส จึงนึกขึ้นได้ว่าองค์ราชินีมีคำสั่งเรียกตัวเธอเข้าพบตั้งแต่เมื่อเย็นวาน ทว่าด้วยเอกสารเกี่ยวกับการซ่อมแซมและบูรณะตัวเมืองที่กองท่วมสูงเกินหัวของเธอ ทำให้เธอขอเลื่อนการเข้าเฝ้าออกไปเป็นบ่ายวันนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งแน่นอนว่าเธอคงไม่กล้าผิดนัดกับราชินีของตนเป็นหนที่สองอย่างแน่นอน...
“ถ้าอย่างนั้น... ... ชั้นคงต้องของตัวก่อนนะทุกคน”
..... ตามจริงหญิงสาวตั้งใจจะพูดว่า “ฝาก เซลิน่า ด้วย” เหมือนที่เคยพูดอยู่เป็นประจำแต่เมื่อนึกถึงการเปลี่ยนแปลงของน้องสาวของตนแล้ว เธอจึงคิดว่าไม่ควรกล่าวอะไรเพิ่มและกลืนประโยคนั้นลงคอไปด้วยรอยยิ้ม...
[ แกร๊ก... ปัง... ]
เสียงบานประตูถูกเปิดและปิดในเวลาอันรวดเร็วดังขึ้นมาจากบริเวณหน้าร้าน แสดงให้เห็นว่าหญิงสาวรีบร้อนเพื่อเข้าพบนายเหนือหัวของตนขนาดไหน ในขณะที่สมาชิกอื่นๆเองก็เตรียมตัวเดินทางไปยัง “ร้านดาบชำรุด” โดยมี เซลิน่า เป็นผู้นำทางเช่นกัน...
[ แกร๊กๆๆๆ... ]
เศษซาก หอกนภาอัสดง ถูกเก็บลงห่อผ้าอย่างทะนุถนอมด้วยฝีมือของ เรย์ ก่อนที่ชายหนุ่มจะหันกลับมากล่าวลาเจ้าของร้านแสนสวยทั้งสองด้วยรอยยิ้ม
“งั้นพวกผมไปก่อนนะครับ จิล... เจน...”
“เดินทางปลอดภัยนะคะทุกคน~♥”
เซลิน่า เรย์ และ อีริค รีบเดินออกจากร้านและเดินทางไปยังตรอกที่ 129/385 ในโซนเมืองทิศใต้อย่างรวดเร็วโดยมี เซลิน่า เป็นผู้นำทาง... ขณะที่ ซิลเบอร์ ค่อยๆเดินมาเก็บหนังสือ “108 เรื่องที่คุณไม่รู้เกี่ยวกับ เซอร์ดิน” กลับลงไปในอกเสื้อของตนอย่างเชื่องช้าและเดินตามพวก เรย์ ออกไปอย่างไม่เร่งรีบ...
[ กริ๊งๆๆๆ... ปัง... ]
เมื่อบานประตูถูกปิดลงอีกครั้งหนึ่ง ความเงียบจึงกลับเข้ามาครอบคลุมบรรยากาศในตัวร้านอย่างเงียบเชียบ ในขณะที่ จิล และ เจน ยืนมองซากร่างของ รอน ซึ่งถูกลืมทิ้งเอาไว้ ณ มุมหนึ่งภายในร้านก่อนที่ เจน จะเปิดฉากถามเพื่อนสาวของตนว่า
“แล้ว... เราจะเอายังไงกับ คุณรอน ดีล่ะ?”
“ไม่น่าถาม... ก็ต้องปลุกตามพวก คุณเรย์ ไปน่ะสิ?”
สองสาวพูดคุยกันด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบทว่าปัญหาก็คือจะปลุกชายหนุ่มตรงหน้านี้ยังไงดีเพื่อไม่ให้พวกตนโดนลวนลาม เพราะตลอด 3 วันที่ผ่านมาพวกเธอถูกชายหนุ่มตรงหน้าเล่นงานเรือนร่างไปแทบจะครบทุกส่วนของร่างกายอยู่แล้ว ดังนั้นถ้าเลือกได้การไม่ยุ่งกับ รอน คงจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด แต่ในครั้งนี้พวกเธอกลับเลี่ยงไม่ได้เสียนี่...
“แล้ว... เราจะปลุกเค้ายังไงดีล่ะ?”
“... ชั้นจัดการเองละกัน...”
จิล ยังคงเผยรอยยิ้มสดใสดังที่เคยใช้ตอนที่ต้อนรับลูกค้าออกมาเหมือนเคย ทว่าบรรยากาศโดยรอบกลับเย็นขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุในขณะที่ เจน ถอยฉากออกไปนอกบรรยากาศเย็นยะเยือกนั้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...
[ ครืนนนนน... ]
จิตสังหารแผ่พุ่งออกมาจากร่างบอบบางของ จิล จนบรรยากาศโดยรอบเริ่มสั่นสะเทือนเล็กน้อยในขณะที่ จิล เริ่มจุดธูปเตรียมทำพิธีศพให้กับ รอน เผื่อเกิดเหตุการณืไม่คาดฝันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...
[ งึมงัมๆ... ]
รอนส่งเสียงครางออกมาเบาๆอยู่พักหนึ่งก่อนที่เขาจะเผยอเปลือกตาขึ้นมาเล็กน้อยเนื่องจากได้กลิ่นธูปอ่อนๆลอยมาเข้าจมูกและ...
[ ….. ]
[ ….. ]
[ อ๊ากกกกกกกซ์~~~!!!!! ]
[ เฟี้ยว!!! แกร๊ก!!! โครม!!! ]
ร่างของ รอน พุ่งทะยานออกนอกประตูร้านไปอย่างรวดเร็วจนดูเหมือนเงาสายหนึ่งพุ่งออกไปเท่านั้น ก่อนที่ จิล และ เจน จะรีบวิ่งออกมายังบริเวณหน้าร้านพลางโบกมือลาชายหนุ่มด้วยรอยยิ้มและตะโกนขึ้นมาว่า
[ เดินทางปลอดภัยค่า~♥ ]
แต่ดูเหมือน รอน จะไม่ได้ยินสิ่งที่สองสาวพูดเลยแม้แต่น้อยและพุ่งหายไปตรงหัวมุมถนนจนชาวเมืองกรีดร้องด้วยความตกใจเมื่อชายหนุ่มวิ่งผ่านพวกตนไป...
“ทีนี้ก็...”
“เปิดร้านต่อเถอะเน้อ~♥”
[ เพียะ~!!! ]
สองสาวชูมือขึ้นสูงก่อนจะตีมือกับอีกฝ่ายจนเกิดเสียงดังเล็กน้อย ก่อนที่ทั้งคู่จะเปลี่ยนป้ายหน้าร้านจาก [ Close ] เป็น [ Open ] และเข้าไปเตรียมเปิดร้านอีกครั้งหนึ่งอย่างรวดเร็ว...
-----
# Serdin Southern Side 129/385 Alley โซนใต้ของเมืองเซอร์ดิน ตรอก 129/385
[ กึกๆๆๆๆ... ]
ตรอก 129/385 เป็นเพียงตรอกเล็กๆซึ่งไม่มีร้านค้าตั้งอยู่มากมายนักแต่ก็พอจะมีผู้คนเดินจับจ่ายซื้อขายให้เห็นอยู่เป็นพักๆ ทว่าหากเทียบกับตัวเมืองส่วนอื่นๆแล้วละก็ที่นี่ถือได้ว่าเงียบเหงามากกว่าที่ใดในเมืองแห่งนี้เลยทีเดียว...
[ กึก... ]
เซลิน่า และกลุ่มของ เรย์ เดินมาหยุดอยู่หน้าตรอกแห่งนี้อย่างรวดเร็วด้วยการนำทางอย่างเชี่ยวชาญของเด็กสาว ทว่าพวกเขากลับไม่เห็นร้านค้าที่ชื่อ “ร้านดาบชำรุด” อยู่ที่ใดเลยแม้แต่น้อย...
“ไม่เห็นมีอะไรเลยนี่เพื่อน...?”
“นั่นสิ...”
รอน ซึ่งวิ่งไล่ตามทุกคนมาเอ่ยขึ้นเป็นคนแรกก่อนที่ อีริค จะสนับสนุนคำพูดของเขา เพราะภายในตัวตรอกมีร้านขายผักและผลไม้ ร้านขายของชำ และร้านรับซ่อมของเก่าอยู่เพียง 3 ร้านเท่านั้นทำให้พวกเขาได้แต่มองหน้ากันไปมาด้วยความสับสน...
“เซลิจัง... เธอพาพวกพี่มาผิดร้านรึเปล่าเอ่ย~?”
“ไม่ใช่นะคะ!!!”
รอน หันไปแหย่เด็กสาวเล็กน้อยก่อนที่เธอจะตะโกนเสียดังอย่างโกรธเคืองในทันที
“ใจเย็นๆครับ รอน... ตอนพวกเราเดินเข้าตรอกมาป้ายนั่นก็เขียนอยู่อย่างชัดเจนแล้วนี่ครับ? ถ้ายังไงเราเดินแยกย้ายกันหาจะดีกว่านะครับ...”
“งั้นก็... เอาตามนั้น”
เรย์ เสนอความคิดให้ทุกคนแยกย้ายกันออกไปตามหาร้านที่ว่า โดยมี อีริค ช่วยสนับสนุนก่อนที่พวกเขาจะแยกย้ายกันไปสอบถามข้อมูลในทันที โดยที่ เซลิน่า จะเข้าไปถามร้านขายผัก รอน เข้าไปถามร้านขายของชำ (เพราะเจ้าของร้านสวย) อีริค เข้าไปถามร้านขายของเก่า และ เรย์ เดินสำรวจลึกเข้าไปภายในตัวตรอก... ในขณะที่ ซิลเบอร์ หยิบหนังสือของตนออกมายืนอ่านหน้าตรอกโดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหนอีกแล้ว...
ทว่าหลังจากการสอบถามแล้วทั้ง 3 ร้านกลับตอบเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เคยได้ยินชื่อร้านนั้นมาก่อนอีกทั้ง รอน ถูกเจ้าของร้านถือมีดไล่ฟันเนื่องจากชายหนุ่มเดินเข้าไปบีบก้นของเธอพลางชมว่าเธอสวยอย่างไม่อายปาก ทว่าอีกฝ่ายกลับเป็นผู้ชายซะอย่างนั้น
(เอวัง...)
.....
ลึกเข้าไปภายในตรอก 129/385 เรย์ ยังคงเดินสำรวจร้านค้าต่างๆอย่างเชื่องช้าจนกระทั่งเดินมาสุดอยู่ ณ ส่วนลึกที่สุดของตรอกโดยมีลุงแก่ๆคนหนึ่งนั่งสูบยาสูบของตนอยู่เงียบๆ ทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจเข้าไปสอบถามข้อมูลกับเขาในทันที
“ขอโทษครับ...”
“หืม...?”
ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นมามองชายหนุ่มพลางเลิกคิ้วเป็นเชิงถามว่า “มีธุระอะไร?” ก่อนที่ เรย์ จะถามต่อไปอย่างมีมารยาทว่า
“ผมกำลังตามหา [ ร้านดาบชำรุด ] อยู่น่ะครับ... ไม่ทราบว่าคุณพอจะบอกผมได้ไหมว่าร้านนั้นตั้งอยู่ที่ไหน?”
“... ฮี่ๆๆๆ...”
ชายชรายกมือขึ้นมาลูบเคราของตนพลางแสดงท่าทีสนอกสนใจในตัวของ เรย์ อยู่ไม่น้อยก่อนที่อีกฝ่ายจะเผยยิ้มกว้างแต่เต็มไปด้วยความรู้สึกไม่เป็นมิตร
“เจ้าหนุ่ม... จะตามหาร้านนั้นไปเพื่ออะไรเรอะ?”
“.....”
ชายหนุ่มรู้ได้ด้วยสัญชาติญาณว่าชายตรงหน้ารู้อะไรบางอย่างแต่อีกฝ่ายคงไม่คิดจะบอกเขาง่ายๆเป็นแน่...
“เช่นนั้น... ผมต้องทำอะไรคุณถึงจะยอมบอกที่อยู่ของร้านนั้นให้ผมครับ?”
[ ฟุ่บ... ]
[ …!?! ]
ชายชราแบมือตรงหน้าชายหนุ่มพลางคลี่ยิ้มกว้างก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงร่าเริงว่า
“จ่ายมาก่อน 50,000 โกลด์ แล้วข้าจะยอมบอกนะเจ้าหนุ่ม~*”
“..........”
เรย์ ถึงขั้นอ้าปากค้างไปในทันทีเมื่อชายชราเผยเงื่อนไขของตนออกมาทั้งที่ยิ้มกว้างอยู่อย่างนั้น...
“ทำไม... แพงไปรึยังไง?”
“เอ่อ...”
เรย์ มีท่าทีอึกอักอยู่เล็กน้อยเมื่อชายชรายื่นเงื่อนไขที่ยากจะยอมรับออกมา ทว่า... หาก พี่น้องสมิธ สามารถซ่อมอาวุธของเขาได้จริงแล้วละก็การเสียเงินแค่นี้ถือว่าคุ้มมากพอแล้ว...
[ กึกๆ... ]
ชายหนุ่มหยิบถุงเงินข้างตัวออกมาอย่างเชื่องช้าก่อนจะค่อยๆส่งมันให้กับชายชราตรงหน้าซึ่งกำลังคลี่ยิ้มกว้างจนมองเห็นได้อย่างชัดเจน ทว่า...
[ ครืดดด... ผัวะ!!! ]
[ โอ๊กกกก~!!! ]
[ โครม!!! ]
[ ….!!?!? ]
ทว่ายังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้วางเงินลงบนมือของชายชรานั้นเอง ที่ประตูด้านหลังถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ฝ่าเท้าจากคนที่ใบหน้าเหมือนกันไม่ผิดเพียนจะยันเข้ากลางหลังของชายชราจนหน้าคว่ำลงกับพื้น ในขณะที่ เรย์ เบี่ยงตัวหลบร่างของอีกฝ่ายได้ทันอย่างเฉียดฉิว...
“โอ๊ย!!! เจ็บนะพี่!!!”
“.....”
ชายชราที่หน้าคว่ำอยู่บนพื้นพยุงกายขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้าและตะโกนใส่ผู้เป็นพี่ซึ่งรูปร่างหน้าตาเหมือนกับตนอย่างโกรธเคือง ในขณะที่ผู้เป็นพี่ยังคงมีใบหน้านิ่งเรียบดังเดิม...
“ชั้นบอกแกกี่ครั้งแล้ว มอร์แกน... ว่าอย่าไปหลอกเอาเงินกับลูกค้าน่ะ... หา?”
“แหม... พี่บิล ก็...”
ภาพเหตุการณ์ทั้งหมดอยู่ในสายตาของ เรย์ อย่างชัดเจน ก่อนที่บทความที่ อีริค อ่านเมื่อสักครู่นี่จะแล่นเข้ามาในมโนความคิดของชายหนุ่มอย่างเชื่องช้า...
[….. ผู้เป็นน้องนั้นเป็นคนที่เรียกได้ว่า “หน้าเงิน” เข้ากระแสเลือดจนไม่มีคำอื่นจะบรรยายตัวตนของเขาได้มากกว่านี้อีกแล้ว / ผู้เป็นพี่นั้นเรียกได้ว่า “เงียบ” และไม่ค่อยจะพูดจาอะไรมากนักอีกทั้งยังมีสิหน้านิ่งเรียบอยู่ตลอดเวลา…..]
เขาคิดไปเองหรือเปล่าก็ไม่อาจทราบได้ แต่ชายสองคนตรงหน้านี้ช่างมีบุคลิกตรงกับที่บทความนั้นเขียนเอาไว้อย่างตรงเผง...
“เอ่อ... ไม่ทราบว่าพวกคุณคือ...?”
เรย์ เริ่มสอบถามอีกครั้งหนึ่งอย่างมีมารยาทก่อนที่ผู้เป็นพี่จะตอบด้วยสีหน้านิ่งเรียบว่า
“พวกเราคือ [ พี่น้องสมิธ ]... เจ้าของ [ ร้านดาบชำรุด ] ที่เจ้ากำลังตามหายังไงล่ะ...”
“.....”
เรย์ ไม่ได้กล่าวอะไรมากกว่านั้นทว่าแววตาของชายหนุ่มกลับเปล่งประกายแห่งความหวังออกมาอย่างชัดเจน... เพราะนั่นแสดงว่าเขาเข้าใกล้ความหวังที่จะซ่อมอาวุธคู่กายและสหายร่วมศึกให้กลับมาใช้งานได้เข้าไปอีกก้าวหนึ่งแล้ว...
Ep.32 วัฒจักรของศาสตรา
Coming Soon…

/me นั่งจิ้นเรย์ตอนเด็ก...
#1 By [N]anoha on 2011-05-05 19:25