Ep.39 หุบเขากอกอส Part VI
posted on 27 May 2011 15:47 by mayz-maiz in EpisodeEp.39 หุบเขากอกอส Part VI
# Gorgos Dungeon… หุบเขากอกอส
[ ครืนนนน!!! ]
แผ่นดินเริ่มสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงขึ้นเรื่อยๆราวกับความโกรธแห่งผืนดีนที่มีต่ออะไรบางอย่างภายใน หุบเขากอกอส แห่งนี้...
[ ….. ]
แองเจลิน่า ยังคงมองดูร่างของ ซาโรชี จากระยะไกลพร้อมๆกับหัวใจที่แหลกสลาย... ในขณะที่ เซลิน่า กำลังพยายามใช้เวทมนตร์ของเธอเพื่อช่วยชีวิตของ ซาโรชี ที่ยอมเอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องเจ้านายอันเป็นที่รักของตนจนตัวมันเองได้รับบาดเจ็บสาหัส...
[ Ice Purify!!! ]
[ วิ้งๆๆๆ... ]
ประกายแสงระยิบระยับและไอเย็นช่วยรักษาบาดแผลส่วนใหญ่ของ ซาโรชี ให้หายดีได้... ทว่าบาดแผลเหล่านั้นก็ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้เพราะตัวกระสุนยังคงฝังอยู่ตามบาดแผลต่างๆจนสมาชิกทีม SGC รวมไปถึง มากิเนะ ซึ่งเป็นคนลั่นไกปืนต้องคอยเฝ้าดูมันด้วยความเป็นห่วง
“ซาโรชี!!! แข็งใจเอาไว้นะ!!!”
“เจ้าแมวน้อย…”
“เจ้าเหมียว!!!”
“งือออ...”
[ กึกๆๆ... ]
เจ้าแมวดำครางเสียงต่ำพลางกระดิกหนวดของมันและพยายามขยับร่างกายเล็กน้อยเพื่อพยายามสื่อว่ามันยังไม่ตายและยังคงพยายามดิ้นรนเพื่อจะมีชีวิตอยู่ต่อไป
“ปล่อยไปแบบนี้คงแย่แน่ๆ...”
“หมอๆๆ~~!!!!!”
ซิลเบอร์ รำพึงขึ้นมาตามสภาพที่เห็นเพราะบาดแผลแบบนี้ถ้าปล่อยเอาไว้ ซาโรชี คงไม่รอดแน่ๆ... ในขณะที่ รอน ตะโกนโวยวายพลางเต้นไปรอบๆก่อนที่เขาจะฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้...
[ ตึกๆๆ!!! ]
“หลบไปเดี๋ยวชั้นจัดการเอง!!!”
“รอน!!!??”
ชายหนุ่มรีบปรี่เข้าไปข้างๆร่างของเจ้าแมวดำและค้นหาอะไรบางอย่างจากกระเป๋าคาดเอวก่อนที่ชุดปฐมพยาบาลและมีดผ่าตัดจะถูกหยิบออกมาวางเรียงกันบนผืนผ้าสีขาวที่ รอน หยิบออกมาปูเอาไว้ก่อนแล้ว
“มีด ยาล้างแผล ยาชา เข็ม ด้าย... นี่มันชุดผ่าตัดไม่ใช่เรอะ!?!”
อีริค อุทานออกมาเมื่อเห็นชุดอุปกรณ์ผ่าตัดเบื้องต้นที่ รอน หยิบออกมาซึ่งของเหล่านี้เป็นชุดทำแผลที่นักล่าสมบัติส่วนใหญ่ต้องพกติดตัวเพื่อใช้ในการทำแผลให้กับตัวเองหรือสมาชิกที่ร่วมเดินทางซึ่ง มากิเนะ เองก็มีเหมือนกัน...
“เดี๋ยวชั้นจะทำการรักษาเจ้าแมวเหมียวเอง รบกวนพวกนายหยิบของส่งให้ตามที่ชั้นขอทีก็แล้วกันนะ!!!”
“อะ... อืม!!!”
“มากิเนะ เธอช่วยมาเป็นลูกมือให้ชั้นทีได้มั้ย?”
“ได้ๆๆ!!!”
รอน ออกคำสั่งอย่างรวดเร็วก่อนที่ยาชาและน้ำยาล้างแผลจะถูกเปิดฝาขวดและราดลงบนตัวของ ซาโรชี ในทันที
[ ซ่าๆๆ... ]
[ งื้อออ!!! ]
ร่างของเจ้าแมวดำสั่นสะท้านไปด้วยความเจ็บปวดจากรสชาติของน้ำยาล้างแผลที่ราดลงไปบนร่างของตน ก่อนที่ความเจ็บปวดเหล่านั้นจะทุเลาลงจากผลของยาชาที่ถูกราดลงมาพร้อมๆกันขณะที่ รอน เริ่มลงมือทำการผ่าเอาเศษกระสุนออกในทันที
[ ….. ]
[ ครืนนนน... ]
ห่างออกไปไม่ไกลนัก… ร่างของ แองเจลิน่า ยังคงนั่งนิ่งอยู่กับพื้นพลางเบิกตากว้างมองท้องฟ้าสีหม่นราวกับตุ๊กตาที่สูญเสียวิญญาณของมันไปอีกครั้งหนึ่งเพราะบัดนี้คนที่เธอไว้ใจและสามารถระบายทุกสิ่งทุกอย่างได้ด้วยนั้นกำลังจะจากเธอไปเสียแล้ว... ในขณะที่พลังมืดจำนวนมหาศาลกำลังแผ่กระจายออกมาจากร่างบางของเธอโดยที่สมาชิกทีม SGC ไม่ได้รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย...
.....
[ กึกๆๆๆ... ]
[ แซ่กๆๆ... ]
เสียงฝีเท้าก้าวเดินบนก้อนกรวดดังขึ้นมาจากข้างๆซากบ้านพักตากอากาศที่ถูกเหล่ามังกรเผาไหม้จนไม่เหลือชิ้นดีเมื่อสักครู่ ก่อนที่เงาร่างสูงใหญ่และร่างเพรียวเล็กจะปรากฏกายออกมาพลางจ้องมองรถม้าของกลุ่ม SGC ที่ใช้เดินทางขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้...
“จากการวัดค่าคลื่นพลังที่ตกค้างอยู่ในบริเวณนี้...มีความเป็นไปได้ถึง 87.95% ที่ทีม SGC จะเคยผ่านมายังสถานที่แห่งนี้ซึ่งนั่นก็หมายความว่า เรย์ มาสเตอร์ ผู้นำกลุ่มต้องอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน...”
“พูดอะไรเข้าใจยากตลอดเลยนะนายนี่... สรุปง่ายๆคือ เรย์ อยู่บนภูเขานี้สินะ?”
“*Hai!!! ถูกต้องตามที่กล่าวมา”
“ให้บ้าให้บออะไรของนายเนี่ย... ช่างเถอะแค่รู้ว่าพวก เรย์ อยู่ที่นี่ก็พอแล้ว”
(*Hai (はい – อ่านว่า (ไฮ่ ) - ภาษาญี่ปุ่น แปลว่า ใช่)
ชายหนุ่มร่างใหญ่ผิวคล้ำเอ่ยประโยคและคำพูดที่เข้าใจยากขึ้นมาในขณะที่หญิงสาวบ่นกระปอดกระแปดออกมาเป็นรอบที่เท่าไหร่ก็ไม่ทราบหลังจากร่วมเดินทางกับชายหนุ่มแปลกๆคนนี้...
“ถ้ายังไงนายพอจะยืนยันได้ไหมว่าพวกเขาอยู่ที่ไหน?”
“กรุณารอการประมวลผลสักครู่”
“นายนี่ทำได้ทุกอย่างเลยแฮะ... ยังกับไม่ใช่มนุษย์แน่ะ...”
“.....”
ชายหนุ่มชะงักไปครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะหลับตาลงและพูดอะไรบางอย่างเงียบๆอยู่ครู่หนึ่ง... ในขณะที่หญิงสาวเงียบเสียงลงเพราะรู้ตัวว่าได้พูดสิ่งที่ไม่สมควรออกไปเสียแล้ว...
“นี่... ชั้นไม่ได้หมายความว่า...”
“ยืนยัน 100%... พบตัวสมาชิกทีม SGC แล้ว...”
“.....!!!”
หญิงสาวที่ตั้งใจจะเอ่ยขอโทษต้องกลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอไปในทันทีที่ชายร่างใหญ่ตรงหน้าเอ่ยปากออกมาว่าพบกลุ่มคนที่เธอตามหาแล้วทำให้เธอนิ่งเงียบและฟังสิ่งที่ชายหนุ่มตั้งใจจะพูดต่อไปอย่างตั้งอกตั้งใจ...
“จากจุดที่สัมผัสได้... พวกเขาอยู่ห่างจากจุดที่พวกเราอยู่ไป 812 เมตร 96.3 เซนติเมตร...”
“จะละเอียดไปไหนไม่ทราบยะนั่น!!!”
หญิงสาวตะโกนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อชายหนุ่มบอกพิกัดของ SGC ได้แบบ... ละเอียดเกินไป... ก่อนที่ชายหนุ่มจะพูดต่อไปว่า
“และในบริเวณใกล้เคียงนั้น... มีการตรวจพบคลื่นพลังมืดอันรุนแรงซึ่งเมือเทียบเคียงจากความยามคลื่นแล้วมีความเป็นไปได้สูงถึง 68.21% ที่พลังนั้นจะเป็นของ ไนท์แมร์”
“..... หา??? นายบ่นบ้าอะไรของนายเนี่ย!?!”
หญิงสาวตะโกนออกมาเสียงดังด้วยความสงสัยก่อนที่ชายร่างใหญ่จะตอบเธอกลับมาว่า
“ไนท์แมร์ หรือ NG… คือนามของทาสรับใช้ผู้ซื่อสัตย์แห่งราชินีมาร คาเซ่อาเซ่ ขอรับ...”
“คาเซ่อาเซ่!?! งั้นก็เป็นศัตรูน่ะสิ!!!”
“Exactly!!! (แน่นอน)”
“พูดบ้าอะไรของนายเนี่ย!?! ช่างเถอะยังไงก็รีบนำทางไปเร็วๆเข้า!!!”
“รับทราบคำสั่ง... ปฏิบัติ!!!”
[ ฟุ่บๆ!!! ]
หลังจากนั้นเงาร่างทั้ง 2 จึงพุ่งเข้าไปภายในหุบเขาอย่างรวดเร็วโดยมีเป้าหมายอยู่ที่ทุ่งดอกไม่ซึ่งทีม SGC กำลังทำการรักษา ซาโรชี อยู่นั่นเอง...
.....
[ มีดเล่มที่ 2 ]
[ กึก... ]
[ คีม... ]
[ กึก... ]
[ สำลีชุบน้ำยาล้างแผล... ]
[ กึกๆๆ... ]
การทำแผลของ รอน ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องท่ามกลางสายตาลุ้นระทึกของสมาชิกทีม SGC รวมไปถึง มากิเนะ ที่กำลังช่วยกันหยิบส่งของใช้ต่างๆรวมไปถึงช่วยกันจับร่างของ ซาโรชี เอาไว้ไม่ให้ดิ้นหนีใบมีด จนกระทั่งการผ่าตัดนั้นเสร็จสิ้นลง..
[ กึก... เฮ่อออ!!! ]
รอน พ่นลมหายใจยาวออกมาเมื่อกระสุนทั้งหมดถูกผ่าออกมาจากร่างของเจ้าแมวดำและการลงเข็มเย็บแผลครั้งสุดท้ายเสร็จสิ้นก่อนที่ มากิเนะ เซลิน่า และ อีริค จะรับหน้าที่พันแผลให้ ซาโรชี ต่อไปจนเสร็จสิ้นกระบวนการ...
“เหนื่อยชิบเป๋งเลยว่ะ...”
“คุณทำได้ดีแล้วละครับ รอน...”
“นั่นสิ... เห็นบ้าๆบอๆไม่นึกว่าจะทำได้ถึงขั้นนี้...”
“... นี่พวกแกหลอกด่าชั้นรึเปล่าเนี่ย!?!”
“ฮะๆๆๆๆ...”
รอน บ่นออกมาด้วยความเหน็ดเหนื่อยในขณะที่ เรย์ และ ซิลเบอร์ กล่าวชม ( หรืออาจจะหลอกด่า ) จนชายหนุ่มต้องตะโกนออกมาด้วยความงุนงงก่อนที่อะไรบางอย่างจะดึงสายตาของทุกคนให้หันไปมองอย่างพร้อมเพรียงกัน...
[ กรี้ดดดดดด~!!!!! ]
[ ครืนนนนน!!! ]
[ เปรี๊ยะๆๆๆ... ]
[ .....!!?!? ]
ร่างของ แองเจลิน่า ถูกห่อหุ้มไปด้วยแสงและสายฟ้าสีดำในขณะที่เธอกุมศีรษะของตนเองและกู่ร้องขึ้นฟ้าอย่างบ้าคลั่งท่ามกลางสายตาของสมาชิกทีม SGC ที่กำลังมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างตื่นตะลึงก่อนที่ประโยคบางอย่างซึ่งเป็นมนตราโบราณซึ่งยากจะหาคนแปลออกจะหลุดออกมาให้ เรย์ ได้ยินว่า
(ทั้งนี้ เราจะแปลเป็นภาษามนุษย์ เพื่ออรรถรสในการอ่านของทุกท่าน)
[ ข้าแต่องค์มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่... ผู้เป็นคนกำหนดห้วงเวลาแห่งความตายทั้งมวล... ]
[ …..!!! ]
แม้จะไม่รู้ว่า *มนตราเทพโบราณ ที่ แองเจลิน่า กำลังร่ายออกมานั้นจะเป็นมนตร์อะไรก็ตามแต่มนตร์อัญเชิญเหล่าทวยเทพนั้นย่อมมีพลานุภาพรุนแรงเกินจินตนาการอย่างแน่นอน ซึ่งสามารถเห็นตัวอย่างได้จากเวทมนตร์อัญเชิญ เทพีวาลคิวรี่ ของเขาเอง... ชายหนุ่มจึงรีบพุ่งทะยานเข้าไปหาเด็กสาวในทันที
[ ฟุ่บ!!! ]
[ เปรี้ยงงง!!! ]
[ อ๊ากกกก!!! ]
[ โครม!!! ]
ทว่าด้วยพลังเวทมนตร์อันรุนแรงที่ถูกปลดปล่อยออกมานั้นทำให้ร่างของชายหนุ่มไม่สามารถเข้าใกล้เด็กสาวได้แม้แต่น้อยและถูกดีดกลับออกมาอย่างง่ายดาย... จน รอน และ ซิลเบอร์ ซึ่งยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูกต้องหันมามองชายหนุ่มอย่างตกตะลึง...
“เรย์!!!”
“อั่กกก...”
ทั้งคู่รีบตรงเข้าไปพยุงเพื่อนของตนขึ้นมาจากพื้นก่อนที่ชายหนุ่มจะรีบตะโกนขึ้นมาอย่างร้อนรนในทันทีว่า
“รอน ซิลเบอร์ ช่วยผมหยุด แองเจลิน่า ด่วนเลยครับ!!!”
“เอ๋ๆ!?! / ...!?!”
[ ด้วยพันธสัญญาที่ข้าเคยสร้างเอาไว้กับท่านแต่กาลก่อน... ]
รอน และ อีริค ยังคงทำท่าทีสับสนอยู่เล็กน้อยจนเด็กสาวร่ายเวทมนตร์ท่อนต่อไปจบแล้ว เรย์ จึงตะโกนขึ้นมาอย่างร้อนรนและรวดเร็วว่า
“นั่นเป็นมนตร์อัญเชิญเทพครับ!!! เราต้องรีบหยุดเธอนะ!!!”
“อะไรน้าาา~~!!!”
“.....!!!”
[ ฟุ่บ... ๆๆ!!! ]
ร่างของ เรย์ พุ่งเข้าหาเด็กสาวอีกครั้งหนึ่งพร้อมกระชับด้ามดาบภายในมือ พร้อมๆกับที่ รอน และ ซิลเบอร์ พุ่งเข้าจู่โจมจากอีกสองทิศทางพร้อมๆกัน...
[ ข้าขออัญเชิญพลังบางส่วนของท่านขึ้นมาจุติบนพื้นโลก... เพื่อทำลายอริศัตรูข้าให้สิ้นไป… ]
[ ย๊ากกกก!!! ]
มนตร์ท่อนสุดท้ายถูกร่ายออกมาพร้อมๆกับที่ เรย์ รอน และ ซิลเบอร์ รุมเข้าจู่โจมอย่างพร้อมเพรียงกันเพื่อไม่ให้เด็กสาวปลดปล่อยคาถาอัญเชิญออกมาจนเกิดเสียงดังสนั่นไปทั่วทั้งบริเวณ...
[ Crash Swing!!! ]
[ Slay Attack!!! ]
[ Brandish Slash!!! ]
[ เปรี้ยงๆๆ!!! ]
ฝุ่นควันคละคลุ้งไปในอากาศในขณะที่อาวุธของทั้ง 3 ไม่อาจฝ่ากำแพงมนตราอันแข็งแกร่งของเด็กสาวเข้าไปได้แม้แต่น้อยในขณะที่ แองเจลิน่า หัวเราะออกมาอย่างแผ่วเบาว่า...
“คิกๆๆ... ไม่มีประโยชน์หรอก... เทพแห่งความตายกำลังจะขึ้นมาจุติแล้ว...”
“เทพแห่งความตาย... หรือว่า!!!”
[ Hades Summoned!!! ]
[ ตูมมมมม!!! ]
[ อ๊ากกกก!!! ]
[ ตึง!!! ครืดดด... โครม!!! ]
เรย์ รอน และ ซิลเบอร์ กระเด็นออกมาด้วยแรงระเบิดจากการจุติของเทพแห่งความตายก่อนที่ก้อนพลังเวทย์สีดำของ แองเจลิน่า จะค่อยๆแปรเปลี่ยนไปเป็นร่างของผู้ชายที่แสนงดงามนายหนึ่ง...
[ ฟู่ววว... ]
ผมสีดำซอยสั้นแซมด้วยเส้นผมสีแดงโลหิต... นัยน์ตากลมโตสีแดงโลหิดที่มัวหม่น... รูปร่างสูงโปรงเรียวบางภายใต้ชุดคลุมหนังสีดำและแดง... ที่เอวคาดเอาไว้ด้วยดาบเล่มบางสีแดงจำนวน 2 เล่มและเคียวเล่มโตสีดำเล่มหนึ่งในมือ... ด้วยรูปร่างที่สูงราวๆ 175 Cm. นั้นทำให้รูปร่างของเขาดูไม่ใหญ่และไม่เล็กจนเกินไปและให้ความรู้สึกสง่างามอยู่ไม่น้อย...
“อา... อากาศบนผืนพิภพช่างให้ความรู้สึกโสมมสิ้นดี...”
“.....!!!”
แม้อีกฝ่ายจะไม่ได้แสดงท่าทีคุกคามออกมาแต่อย่างใด... ทว่าสัญชาติญาณภายในกายของพวกเขากลับกู่ร้องขึ้นมาอย่างบ้าคลั่งเพื่อร้องเตือนว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าพวกเขาในขณะนี้ไม่ใช่สิ่งที่ควรต่อกรด้วยเลยแม้แต่น้อย...
“เอาล่ะ... ใครกันหนอที่อัญเชิญข้า ยมเทพฮาเดส ขึ้นมาบนผืนพิภพในครั้งนี้... หืม?”
ยมเทพ เอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแกมขบขันเล็กน้อยก่อนที่ภาพของ แองเจลิน่า ที่หมดสติไปเพราะการเผาผลาญพลังเวทมนตร์อย่างบ้าคลั่งจะปรากฏสู่สายตาของทุกๆคนในบริเวณนั้น ขณะที่ ยมเทพ เอ่ยประโยคต่อไปด้วยน้ำเสียงไม่สู้ดีนัก...
“อ้าวๆๆ... อัญเชิญข้าขึ้นมาทั้งทีแต่ไม่บอกว่าจะให้ข้าทำเยี่ยงไรงั้นรึแม่หนูชาวมนุษย์...”
“.....”
เรย์ ซึ่งเป็นผู้ใช้มหามนตราโบราณเช่นกันนั้นจ้องมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้าตาไม่กระพริบ พลางครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ภายในใจว่า
(กรณีที่ผู้อัญเชิญเทพหมดสติไปหลังจากการอัญเชิญสัมฤทธิ์ผลสามารถเกิดเหตุการณ์ต่างๆได้เพียง 3 กรณีเท่านั้นคือ
1. เทพที่ถูกอัญเชิญมาจะกลับไปเปล่าๆโดยไม่ทำอะไรทั้งสิ้น...
2. เทพองค์นั้นจะคร่าชีวิตของผู้อัญเชิญเป็นค่าตอบแทนสำหรับการอัญเชิญตนออกมา...
3. เทพองค์นั้นจะทำตามใจตนเอง...
ซึ่งหากเป็นกรณีที่ 1. พวกเขาก็จะไม่สูญเสียอะไรทั้งสิ้น... แต่ถ้าเป็นข้อ 2. แม้พวกเขาจะไม่สูญเสียอะไรก็ตามแต่ เซลิน่า คงรู้สึกเสียใจไม่น้อย และกรณีสุดท้ายนั้น... คงต้องดูว่า ยมเทพ ที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขาต้องการจะทำอะไรกันแน่...)
[ อืมมม... ]
[ ….. ]
ยมเทพ ส่งเสียงครางในลำคออยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะเอ่ยขึ้นมาว่า
“ไหนๆก็ถูกอัญเชิญขึ้นมาแล้ว... งั้นข้าก็จะขอทำตามหน้าที่ของข้าโดนการฆ่าทุกๆคนที่อยู่ในที่นี้ก็แล้วกัน...”
“แย่แล้ว!!! ทุกคนระ...”
[ เปรี้ยง!!! ]
[ โครม!!! ]
[ ……!!! ]
ยังไม่ทันที่ เรย์ จะได้กล่าวประโยคของเขาจบนั้นเองที่ ยมเทพ ได้เข้ามายืนแทนทีร่างของเขาพร้อมๆกับที่ชายหนุ่มปลิวกระเด็นออกไปกระแทกกับตัวพื้นในชั่วพริบตาจน รอน และ ซิลเบอร์ ที่ยืนอยู่ใกล้ๆกันนั้นยังไม่สามารถจับการเคลื่อนไหวอันรวดเร็วของยมเทพได้เลยแม้แต่น้อย...
[ ย๊ากกกก!!! ]
[ วูบ!!! ]
ใบดาบในมือของ ซิลเบอร์ ถูกหวดเข้าใส่ ยมเทพ ในทันทีที่โดยไม่ต้องเสียเวลาคิดแม้แต่น้อยเพราะสิ่งที่อยู่เบื้องหน้าเขานั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่เขาจะเสียเวลาคิดแม้แต่วินาทีเดียวด้วยซ้ำ!!!
[ กึง!!! ]
[ กร๊อบ... ]
[ อ๊ากกกก!?! ]
[ โครม!!! ]
ยมเทพ เพียงแค่ใช้ด้ามเคียวภายในมือปัดป้องการจู่โจมของ ซิลเบอร์ เอาไว้เท่านั้นแต่ทว่าการกระทำนั้นกลับส่งผลให้ใบดาบของชายหนุ่มราวกับถูกเบี่ยงออกด้วยแรงมหาศาลไปในทิศทางตรงกันข้ามจนกระดูกไหล่ซ้ายของ ซิลเบอร์ หลุดออกมาจากข้ออย่างง่ายดายก่อนที่ยมเทพจะกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบต่อไปว่า
“กล้าหันดาบใส่เทพเยี่ยงข้าเช่นนั้นรึ? เจ้ามนุษย์ผู้โง่เขลา...”
[ เปรี้ยง!!! ]
[ อุ๊ก!?! พรู่ดดด... ]
[ ตึง... ]
กำปั้นของ ยมเพท กระทุ้งเข้าใส่หน้าท้องของ ซิลเบอร์ อย่างแผ่วเบาทว่าเพียงเท่านั้นร่างของชายหนุ่มก็ปลิวกระเด็นออกไปอย่างง่ายดายพร้อมกับกระอักเลือดออกมาเป็นทางยาวจนเห็นได้อย่างชัดเจน
[ หนอย!!! ]
[ ฟุ่บ... ]
เมื่อเห็นว่ากำลังใช้ไม่ได้ผล รอน จึงตัดสินใจวิ่งวนรอบๆร่างของอีกฝ่ายเพื่อหวังจะใช้ความเร็วอันน่าภาคภูมิใจของตนเข้าจู่โจมทว่า ยมเทพ กลับยังคงนิ่งเฉยและแย้มยิ้มออกมาราวกับกำลังสนุกสนานกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ก็มิปาน...
[ ควับ!!! ปั่บ... ]
[ เฮ้ย!!?!? ]
ปลายเชือกถูกตวัดออกมาราวกับอสรพิษพุ่งเข้าจู่โจมเหยื่อทว่า ยมเทพ กลับตวัดด้ามเคียวเขารับปลายเชือกนั้นเอาไว้จนตัวเชือกกระหวัดรัดด้ามเคียวของ ยมเทพ เอาไว้จนแนบแน่นในทันทีราวกับสิ่งที่เขาทำนั้นเป็นการ โยน-รับ บอลเล่นของเด็กๆอย่างไรอย่างนั้น...
“นับว่าเร็วสำหรับมนุษย์... แต่มันช้าจนข้าเบื่อเลยนี่สิ...”
[ วูบบบ!!! ]
[ โครมมมม!!! ]
[ อ๊อก!?! ]
ร่างของ รอน ถูกเหวี่ยงข้ามหัวของ ยมเทพ ไปด้วยแรงมหาศาลจนพื้นดินที่ถูกร่างของชายหนุ่มฟาดเข้าใส่นั้นเกิดหลุมขนาดย่อมๆขึ้นมาเลยทีเดียว...
“อา... ช่างน่าสงสาร... แล้วข้าจะรอรับวิญญาณของพวกเจ้าอยู่ใน... หืม?”
[ หงึกๆ... กึก... ]
[ โอ... ]
ยมเทพ ซึ่งเข้าใจว่าตนเองได้สังหารพวก เรย์ เป็นที่เรียบร้อยแล้วกลับต้องครางออกมาด้วยความแปลกใจเมื่อร่างของพวกเขายังคงเคลื่อนไหวได้และพยายามที่จะลุกขึ้นยืนอีกครั้งหนึ่ง
“เป็นเพราะพวกเจ้าแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ทั่วไป... หรือเป็นเพราะร่างนี้สร้างขึ้นมาจากพลังเพียงกึ่งหนึ่งของข้ากันนะ พวกเจ้าถึงยังยืนหยัดขึ้นมาได้อีกครั้งเช่นนี้...”
“แฮ่กๆๆ...”
“ช่างเป็น.... แววตาที่งดงามและน่าชื่นชมยิ่งนัก...”
ทั้ง 3 ยังคงพยายามยันกายขึ้นจากพื้นพลางจ้องมองกลับไปยัง ยมเทพ ด้วยสายตาอันแรงกล้าราวกับจะบ่งบอกว่าพวกเขายังไม่ยอมแพ้จนผู้เป็นเทพอดรู้สึกชื่นชมกับเหล่ามนุษย์ตรงหน้าเสียไม่ได้...
[ โอ้ววววว!!! ]
[ …? ]
เสียงกู่ร้องดังขึ้นมาจากเบื้องหลังของยมเทพอย่างรวดเร็วจน ยมเทพ ต้องยุติการชื่นชมแววตาของทั้ง 3 และหันกลับไปมองต้นเสียงอย่างเชื่องช้า
[ Dark Saber!!! ]
[ เคร๊ง… ]
[ ปึด... ]
คมกริชสีดำตวัดเข้าใส่ลำคอของ ยมเทพ อย่างรวดเร็วทว่าอีกฝ่ายกลับเบี่ยงตัวหลบเพียงเล็กน้อยและใช้ด้ามเคียวของตนเบี่ยงคมกริชออกไปเท่านั้น ส่งผลให้คมกริชกรีดผ่านใบหน้าของ ยมเทพ จนเกิดบาดแผลขนาดเล็กขึ้นมาทว่าน่าแปลกที่ไม่มีหยาดโลหิตไหลออกมาจากปากแผลนั้นแม้แต่น้อย...
“เจ้ามนุษย์ผู้ต้อยต่ำเอ๋ย... รู้หรือไม่ว่าการทำร้ายเทพนั้นมีความผิดร้ายแรงเพียงใด?”
“ไม่รู้โว้ย!!! รู้แค่ว่างานนี้แกต้องเจ็บตัวแน่ๆละวะ!!!”
[ Random Curse!!! ]
[ เปรี้ยง!!! เปรี๊ยะๆๆ... ]
ก้อนคำสาปชนิดสุ่มของ อีริค ถูกซัดเข้าใส่ ยมเทพ ในระยะประชิดจนเกล็ดน้ำแข็งจำนวนมากรุกลามไปทั่วร่างกายของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วในขณะที่ เซลิน่า และ มากิเอะ (ซึ่งสลับตัวกับ มากิเนะ ออกมา) ได้ใช้เวทมนตร์ของตนจู่โจมซ้ำเข้าใส่ ยมเทพ ในทันที
[ Freezing Bind!!! ]
[ Lock Aim Magic!!! ]
[ เปรี้ยงๆ!!! เป๊าะๆ... เปรี๊ยะ... ]
[ ….. ]
เมื่อติ้งเผชิญกับมนตราเยือกแข็งต่อเนื่องของ อีริค เซลิน่า และ มากิเนะ... แม้แต่เทพเจ้าก็ยังต้องถูกผนึกเอาไว้อย่างสมบูรณ์ภายในน้ำแข็งก้อนยักษ์ท่ามกลางเสียงถอนหายใจของทั้ง 3...
[ เฮ้อ... ]
“นึกว่าจะแย่ซะแล้วสิ... ดีนะที่เราผนึกมันเอาไว้ได้...”
“คิดเช่นนั้นรึเจ้ามนุษย์?”
“อะไรกัน!?!”
[ เปรี๊ยะๆๆ... ]
นัยน์ตาของ ยมเทพ จ้องมอง อีริค จากภายในน้ำแข็งพลางแย้มยิ้มให้อย่างเป็นมิตรราวกับว่าเขากำลังสนุกสนานอยู่อย่างไรอย่างนั้นในขณะที่ก้อนน้ำแข็งเริ่มมีรอยปริร้าวพร้อมๆกับที่เปลวไฟสีดำรุกลามไปทั่วรอยร้าวเหล่านั้น...
[ Dark Explosion!!! ]
[ ตูมมมม!!! ]
[ อ๊ากกก!!! ]
ก้อนน้ำแข็งระเบิดออกเป็นเศษเล็กเศษน้อยด้วยเปลวไฟแห่งขุมนรกจนร่างของ อีริค ปลิวกระเด็นออกไปพร้อมแรงระเบิดก่อนที่ชายหนุ่มจะตั้งหลักบนพื้นได้เป็นผลสำเร็จ ทว่าร่างของ ยมเทพ ได้มายืนประชิดด้านหน้าของเขาพร้อมเงื้อคมเคียวในมือขึ้นเสียแล้ว...
[ ชิ!!! ]
[ Fire Slicer!!! ]
[ ควับ... ]
อีริค กระชากด้ามเคียวในมือขึ้นมารับการจู่โจมจากคมเคียวของ ยมเทพ ทว่าคมเคียวกลับไม่ได้ปะทะกับตัวกริชและทะลุผ่านมันไปเสียเฉยๆก่อนที่เสียงกรีดร้องของชายหนุ่มจะตามมาทีหลัง...
[ ฉูดดด... ]
[ พรึ่บๆ... ]
[ อ๊ากกกก!!! ]
ปรากฏว่าคมเคียวของ ยมเทพ สามารถทะลุผ่านการป้องกันของชายหนุ่มไปได้และจู่โจมเข้าใส่ร่างเนื้อของเขาโดยตรงจนหยาดโลหิตพวยพุ่งออกมาจากหัวไหล่ด้านซ้ายไปจนถึงชายโครงด้านขวาของ อีริค ในทันทีพร้อมๆกับที่เปลวไฟสีดำได้แผดเผาไปทั่วเรือนร่างของเขา ก่อนที่เป้าหมายของ ยมเทพ จะเปลี่ยนไปเป็น เซลิน่า และ มากิเอะ ซึ่งใช้เวทมนตร์จู่โจมใส่ตนเมื่อสักครู่
[ Dark Explosion!!! ]
[ ครืนนนนน!!! ]
ก้อนพลังสีดำก่อตัวขึ้นเบื้องหน้า ยมเทพ ก่อนที่ร่างของ เซลิน่า และ มากิเอะ จะค่อยๆถูกดูดเข้าไปใกล้ร่างของอีกฝ่ายอย่างรวดเร็วจนหญิงสาวต้องดึงร่างของเด็กสาวเข้ามาไว้และเรียกใช้ทักษะพิเศษของตนในทันที
[ Defense Barrier!!! ]
[ กิ๊งๆ... ]
กำแพงกระจกใสถูกสร้างขึ้นมาเพื่อบดบังแรงดึงจากพลังของ ยมเทพ ซึ่งทักษะนี้จะคล้ายคลึงกับท่าสะท้อนการจู่โจมของ มากิเนะ แต่จะมีพลังป้องกันสูงกว่ามากและไม่สามารถสะท้อนการจู่โจมกลับไปได้เท่านั้น...
[ ตูม!!! เพล๊งงง!!! ]
[ กรี้ดดดด!!! ]
ทว่าโล่กระจกอันแข็งแกร่งนั้นกลับไม่สามารถต้านทานการจู่โจมของ ยมเทพได้ จนร่างของทั้งคู่ปลิวกระเด็นออกไปด้วยแรงอัดมหาศาลที่เกิดขึ้นจากการระเบิดเมื่อสักครู่...
[ ….. ]
[ อึก... / โอย... / อูย... ]
ทุกๆคนในบริเวณนั้นต่างร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดในขณะที่ ยมเทพ ยังคงยืนนิ่งและเฝ้ามองไปรอบๆบริเวณด้วยแววตาเหนื่อยหน่ายก่อนที่ผู้เป็นเทพจะเอ่ยขึ้นมาว่า
“อะไรกัน... จบแค่นี้แล้วอย่างนั้นรึ?”
แม้จะดูเหมือนนาน... ทว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นดำเนินไปไม่ถึง 5 นาทีดีเสียด้วยซ้ำทว่าสมาชิกทีม SGC ทั้งหมดรวมไปถึง มากิเอะ เองก็หมดสภาพที่จะสู้ต่อเสียแล้ว...
“ถ้าเช่นนั้น... ข้าคงต้องขอชีวิตของพวกเจ้าไปแล้วละนะ...”
“กรอด...”
อาจเป็นเพราะพวกเขาเพิ่งจะผ่านการต่อสู้กับเหล่า กอกอส ต่อสู้กับ แองเจลิน่า รวมไปถึงการสู้กันเองระหว่าง ซิลเบอร์ และ มากิเอะ/มากิเนะ... ทำให้พวกเขาไม่เหลือเรี่ยวแรงและพลังเวทมนตร์มากพอจะต่อกรกับ ยมเทพ เบื้องหน้าและทำได้เพียงโกรธแค้นชะตากรรมของพวกตนเพราะพวกเขาไม่เหลือหนทางที่จะเอาชนะได้เลยแม้แต่น้อย... ไม่สิ... ยังมีความหวังอยู่ 1 อย่าง...
[ Force Strike!!! ]
[ เปรี้ยงงงง!!! ]
[ …..!?! ]
[ ครืดดดด... ]
ร่างของ ยมเทพ ลอยคว้างไปในอากาศพร้อมความงุนงงอยู่ครู่หน่อยก่อนที่ปลายเท้าของผู้เป็นเทพจะสัมผัสกับพื้นจนผิวดินกูกลากไปด้วยจนเกิดเป็นเนินย่อมๆขนาดเล็กขึ้นมาท่ามกลางอาการตื่นตะลึงอ้าปากค้างของทุกๆคนในบริเวณนั้น...
“ภารกิจค้นหาตัวผู้นำทีม SGC… เรย์ มาสเตอร์... เสร็จสิ้น!!!”
“.....หา???”
ไม่ใช่แค่ เรย์ คนเดียวเท่านั้นที่แปลกใจกับการปรากฏตัวของผู้มาใหม่ กระทั่งคนอื่นๆเองก็หันมามองชายหนุ่มเป็นตาเดียวเพื่อจะถามว่าคนตรงหน้าเป็นใครเช่นกัน... แต่เขารู้จักคนๆนี้ที่ไหนกันเล่า!!!
เรือนร่างสูงใหญ่กว่า 190 Cm. เรือนร่างเต็มไปด้วยมัดกล้ามอันแข็งแกร่งภายในท่อนแขนขนาดสมส่วน ผิวกายคล้ำภายใต้ชุดหนังสีดำและคาดเอวด้วยเข็มขัดสีส้มจำนวนหลายเส้น เรือนผมสีดำซอยสั้นอย่างไม่เป็นทรง แววตาสีดำที่ดูดุดันและว่างเปล่าในเวลาเดียวกัน ในมือของเขาใส่อาวุธที่มีรูปร่างคล้ายกับกรงเล็บเอาไว้... ช่างเป็นร่างกายที่ให้ความรู้สึกทรงพลังและดุดันเสียเหลือเกิน...
“คุณเป็นใครกัน? ทำไมถึงรู้จักผมด้วยละ!?!”
เรย์ ตะโกนถามออกไปด้วยความสงสัยที่เหมือนหับสมาชิกคนอื่นๆก่อนที่ชายแปลกหน้านั้นจะตอบกลับมาว่า
“นามของเราคือ เฮแซด เนครอส คาซาเมะ... หรือโค้ดเนม เฮแซด... เราเป็นมิตรของพวกท่าน SGC..”
“.....”
แม้จะไม่ทราบแน่ชัดว่าอีกฝ่ายเป็นใครก็ตาม... แต่เมื่อพิจารณาจากการกระทำของชายที่ชื่อ เฮแซด ซึ่งช่วยเหลือพวกเขาเอาไว้เมื่อสักครู่นี้แล้วแสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถไว้ใจชายตรงหน้าได้อยู่ในระดับหนึ่ง...
“ช่างน่าประหลาดนัก...”
“.....!!!”
เสียงของ ยมเทพ เรียกความสนใจของทุกคนให้หันกลับไปยังทิศทางเดียวกันอีกครั้งหนึ่งก่อนที่ผู้เป็นเทพจะเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบแกม ประหลาดใจ และชื่นชมว่า
“เหตุใดข้าถึงไม่สามารถสัมผัสถึงความคงอยู่ของเจ้าได้หนอ... เจ้ามนุษย์ผู้มาใหม่...”
“.....”
เฮแซด นิ่งเงียบไปครู่หนึ่งราวกับกำลังใช้ความคิดก่อนที่เขาจะเอ่ยตอบ ยมเทพ กลับไปว่า
“อาจเป็นเพราะข้าเป็นเพียงมนุษย์ประดิษฐ์... ไม่ใช่มนุษย์ที่แท้จริงก็เป็นได้...”
“มนุษย์ประดิษฐ์!?!”
“อย่างนี้นี่เอง... เจ้าเป็นชีวิตที่ถูกสร้างขึ้นมาสินะ...”
สมาชิกทีม SGC ต่างสับสนกับบทสนทนาของ เฮแซด และ ยมเทพ ก่อนที่การจู่โจมแบบไม่ให้ตั้งตัวระลอกใหม่จะถาโถมเข้าใส่ ยมเทพ จากทางด้านหลังอย่างรวดเร็ว
[ Blade Rush!!! ]
[ เปรี้ยง!!! ]
[ กร๊อบ... ]
[ …..!?! ]
เงาร่างสีขาวพุ่งผ่านร่างของยมเทพด้วยความไวสูงและเกิดแสงสีขาวสว่างวาบขึ้นมาครู่หนึ่งเมื่อดาบรูปร่างประหลาดกระทบกับร่างมนตราของผู้เป็นเทพจนเกิดเสียงดังลั่นเหมือนกับกระดูกหักขึ้นมาอย่างไรอย่างนั้น...
“กระบวนท่านั้นมัน... หรือว่า!!!”
“... ไม่ได้พบกันซะนานนะ เรย์...”
“โซฟี!?!”
โซฟี ลันท์ หรือหญิงสาวที่พุ่งเข้าจู่โจม ยมเทพเมื่อสักครู่นี้เป็นผู้หญิงรูปร่างเล็กซึ่งสูงประมาน 167 Cm. รูปร่างสมส่วน เรือนผมสีแดงนุ่มสลวยซอยสั้นประบ่า ใบหน้านวลใสหมดจด แต่งกายด้วยชุดเกาะอกสีดำละสวมทับด้วยเสื้อกั๊กสายเดี่ยวสีขาวและกางเกงขาสั้นสีเดียวกัน รวมไปถึงรองเท้าบู๊ตซึ่งมีสีขาวเหมือนกับเสื้อผ้า ในมือของเธอถือดาบรูปร่างคล้ายกับกุญแจอยู่สองเล่มคือสีขาวและสีดำอย่างละเล่ม
“ทำไมเธอถึงมาอยู่ที่ เบอร์มีเซีย ได้ล่ะ โซฟี???”
“เรื่องนั้น...”
ทว่ายังไม่ทันที่หญิงสาวจะทันได้ตอบอะไรมากนักที่เสียงอันแผ่วเบาที่ ยมเทพ สร้างขึ้นก็ได้ดึงความสนใจของพวกเขากลับไปเสียแล้ว...
[ แปะๆๆๆ... ]
[ บ้าน่า!?! ]
เสียงปรบมืออย่างแผ่วเบาของ ยมเทพ สร้างความตื่นตะลึงให้แก่ โซฟี อย่างมาก... เพราะการจู่โจมเมื่อครู่นี้น่าจะทำให้กระดูกสันหลังของอีกฝ่ายแหลกเป็นเสี่ยงๆไปได้แล้ว เสียตรงที่ศัตรูของเธอเป็นเพียงพลังบางส่วนของผู้เป็นเทพเท่านั้น ทำให้ความเสียหายทั้งหมดไม่ได้สร้างความเจ็บปวดให้กับอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อยก่อนที่ ยมเทพ จะเผยสีหน้าแย้มยิ้มจนถึงขีดสุดออกมาพร้อมกับเอ่ยประโยคบางอย่างออกมาว่า
“ยอดเยี่ยม... ยอดเยี่ยม!!! นานหลายร้อยปีแล้วที่ไม่เคยมีใครทำให้ข้าตื่นตกใจได้มากขนาดนี้... พวกเจ้าช่างเป็นกลุ่มคนที่น่าสนใจจริงๆ!!! น่าเสียดายที่ข้าต้องฆ่าพวกเจ้าทุกคนทิ้งเสียตรงนี้...”
“.....!!!”
แม้จะมีกำลังของ เฮแซด และ โซฟี เข้ามาเสริมแล้วก็ตามทว่าการต่อกรกับเทพด้วยกำลังคนเพียง 2 คนนั้นย่อมเป็นไปได้ยากอยู่แล้วซึ่งเรื่องนี้ เรย์ เองก็รู้ดีดังนั้นเขาจึงแอบกระซิบบอกกับผู้มาใหม่ทั้ง 2 คนว่า
“โซฟี... เฮแซด... ช่วยถ่วงเวลาให้ผมสัก 5 นาทีจะได้ไหมครับ?”
“เรย์... นายคงไม่...”
“รับทราบคำสั่ง...”
เฮแซด เอ่ยปากรับคำอย่างว่าง่ายในขณะที่ โซฟี ซึ่งรู้ได้ว่าชายหนุ่มตั้งใจจะทำอะไรเธอจึงจ้องมองเข้าไปในดวงตาของ เรย์ อย่างคาดคั้นราวกับจะร้องห้ามไม่ให้เขาทำอย่างนั้นจน เรย์ ต้องทอดถอนใจและตอบกลับไปด้วยความลำบากใจว่า
“ศัตรูของเราคือ [ เทพ ]… ผมคงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก...”
“ชั้นรู้... [ เทพ ] ก็ต้องสู้กับ [ เทพ ] สินะ...”
ใช้แล้ว... ความหวังสุดท้ายที่ทีม SGC เหลืออยู่ก็คือการอัญเชิญ เทพีวาลคิวรี่ ออกมาต่อกรกับ ยมเทพฮาเดส นั่นเอง...
“งั้น... เราจะมอบ 5 นาทีนั้นให้กับนายเอง!!!”
[ ฟุ่บๆ!!! ]
[ วู้มมม... ครืนนนน!!! ]
โซฟี และ เฮแซด พุ่งเข้าหา ยมเทพ ด้วยความไวสูงในขณะที่ เรย์ รีดเร้นพลังเวทมนตร์ทั้งหมดที่เหลืออยู่ของตนออกมาเพื่อสร้างสัญลักษณ์มนตราบนฟากฟ้าเพื่อใช้เป็นประตูเดินทางสู่โลกแห่งทวยเทพและโลกมนุษย์ในขณะที่ ยมเทพฮาเดส จะเผยสีหน้าสนุกสนานและรื่นเริงออกมาจาถึงขีดสุด
“มนตราอัญเชิญเทพอย่างนั้นรึ!?! น่าสนุก!!! มาดูกันซิว่าเพื่อนๆของเจ้าจะปกป้องเจ้าเอาไว้ได้จนเจ้าร่ายมนตร์จนจบ หรือข้าจะฝ่าเข้าไปสังหารเจ้าได้ก่อนกัน!!!”
[ เปรี้ยงๆ!!! ]
กรงเล็บและคมดาบทั้ง 2 ของ เฮแซด และ โซฟี ปะทะกับด้ามเคียวของในมือ ยมเทพ ที่ถูกยกขึ้นมาตั้งรับการจู่โจมนั้น ในขณะที่ทั้งคู่ระเบิดกระบวนท่าจู่โจมของตนออกมาเพื่อหวังสร้างความเสียหายให้แก่ ยมเทพ ให้ได้มากที่สุด
[ White Flash!!! ]
[ Hurricane Slash!!! ]
[ เปรี้ยงงง!!! ฉัวะๆๆๆๆ!!! ]
เฮแซด พุ่งผ่านร่างของ ยมเทพ พร้อมกับใช้กรงเล็บในมือของตนจู่โจมด้วยความไวสูงในขณะที่ โซฟี วิ่งวนรอบๆร่างของอีกฝ่ายพร้อมกับฟาดฟันดาบทั้ง 2 ในมือเข้าใส่ยมเทพอย่างรวดเร็วจนดูเหมือนมีวงแหวนสีดำล้อมรอบร่างของ ยมเทพ อยู่ก็มิปาน
[ ข้าแต่องค์มหาเทพผู้ยิ่งใหญ่... ผู้เป็นต้นกำเนิดแห่งสรรพชีวิต... ]
มนตราอัญเชิญ เทพีวาลคิวรี่ ท่อนแรกถูกเอ่ยออกมาจนจบและคงเป็นแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆหา โซฟี และ เฮแซด สามารถต้านทานยมเทพต่อไปได้เรื่อยๆ ทว่า...
[ ฉัวะ... ฉูดดดด!!! ]
[ อุ๊บบบ!?! ]
ท่อนแขนขวาของ เฮแซด หลุดกระเด็นออกไปจากร่าง... เนื่องจากในชั่วพริบตานั้นชายหนุ่มสามารถจู่โจมเข้าใส่ยมเทพได้ถึง 5 ครั้งด้วยกันแต่การจู่โจมนั้นก็ต้องแลกมาด้วยการเสียแขนของเขาไปเนื่องจาก ยมเทพ ตวัดคมเคียวในมือตัดท่อนแขนของเขาอย่างแม่นยำเช่นกัน...
[ เคร๊ง!!! ]
[ อึ่กกก... ]
ดาบกุญแจสีดำภายในมือของ โซฟี ถูกคมเคียวของ ยมเทพ ปัดจนหลุดจากมือไปในระหว่างการปะทะกันก่อนที่หญิงสาวจะตัดสินใจใช้ท่าไม้ตายของตนออกไปเพื่อหวังสร้างความเสียหายให้ได้มากที่สุดในการจู่โจมครั้งนี้...
“กุญแจพิฆาตสวรรค์!!!”
[ Divine Strike!!! ]
[ วู้มๆ... ฟุ่บ... เฟี้ยว!!! ]
[ บรึ้มมมม!!! ]
พลังเวทย์ถูกอัดเข้าไปในดาบที่เหลืออยู่ภายในมือของหญิงสาวก่อนที่ โซฟี จะกระโดดถอยหลังขึ้นไปในอากาศและเขวี้ยงดาบในมือไปปักใส่พื้นเบื้องหน้ายมเทพจนเกิดการระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงในขณะที่มนตราท่อนที่ 2 ของ เรย์ เพิ่งจะถูกร่ายจนเสร็จ
[ ด้วยพันธสัญญาที่ข้าและท่านเคยร่วมกันสร้างไว้แต่กาลก่อน... ]
[ เฟี้ยววว… บั้กกกก!!! ]
[ อุ๊กกก!?! ]
[ โครม!!! ]
ทว่าในชั่วพริบตาต่อมานั้นเองที่ดาบของ โซฟี ถูกเขวี้ยงกลับออกมาและหวดเข้าใส่หน้าท้องของเธออย่างรุนแรงจนความจุกเสียดแล่นไปทั่วทั้งร่างก่อนที่เธอจะร่วงลงมากระแทกกับพื้นและนอนแน่นิ่งไปในที่สุด
“ดูซิว่าเจ้าจะทำอะไรได้เมื่อเจ้าร่ายมนตร์อยู่แบบนั้น...”
ยมเทพ กล่าวเสียงเรียบก่อนที่เวทมนตร์แห่งขุมนรกจะถูกร่ายออกมาในลำดับต่อไป...
“จงหายไปเสียเถิด... ดวงดาวแห่งความตายสีดำ... จักฉีกกระชากร่างกายของพวกเจ้าออกเป็นเสี่ยงๆ!!!”
[ Dead Impact!!! ]
[ ครืนนนนน!!! ]
อุกกาบาตสีดำเส้นผ่านศูนย์กลางกว่า 1 เมตรจำนวนมากปรากฏขึ้นบนฟากฟ้าภายใต้สัญลักษณ์มนตราของ เรย์ ที่ยังคงบริกรรมคาถาของตนต่อไปเนื่องจากเขาไม่สามารถหยุดการร่ายคาถาหรือเคลื่อนที่ไปจากจุดที่เขาอยู่ได้มิเช่นนั้นเวทมนตร์จะไม่สัมฤทธิ์ผลซึ่ง ยมเทพ เองก็คงทราบถึงเรื่องนี้ดีจึงใช้เวทมนตร์ชุดใหญ่ที่สามารถโจมตีได้อย่างต่อเนื่องและรุนแรงเช่นนี้...
[ ฟุ่บๆๆๆ!!! ]
เงาร่างจำนวน 4 ลำพุ่งเข้ามาบดบังร่างของ เรย์ เอาไว้อย่างรวดเร็วซึ่งเงาร่างเหล่านั้นได้แก่ รอน อีริค ซิลเบอร์ และ มากิเนะ... สมาชิกทีม SGC ทั้งหมดต่างรู้ดีว่าเวทมนตริที่ชายหนุ่มกำลังบริกรรมอยู่นั้นคืออะไรทำให้พวกเขายินดีที่จะปกป้อง เรย์ จนถึงที่สุดเพื่อโอกาสแห่งชัยชนะแม้กระทั่ง มากิเนะ ที่ไม่รู้จักมนตร์บทนี้ก็ยังรับรู้ได้จากการการะทำของ ยมเทพ ว่ามันสามารถพลิกสถานการณ์ในตอนนี้ได้ดังนั้นเธอจึงยินดีที่จะให้ความช่วยเหลือจนถึงที่สุดเช่นกัน
[ Beam Cannon Shoot!!! ]
[ Bloody Scythe!!! ]
[ แช้ดดด!!! ครืนนน!!! ]
[ บรึ้มๆๆๆ!!! ]
[ ตุบๆ... ]
[ปืนลำแสงทำลายล้าง ] ของ มากิเนะ และ [ ดาบวายุอัสนีโลหิต ] ของ ซิลเบอร์ ที่ถูกปล่อยออกไปนั้นได้ทำลายอุกกาบาตของ ยมเทพ ลงไปได้เป็นจำนวนมากก่อนที่ทั้งคู่จะล้มฟุบลงไปกับพื้นเนื่องจากการใช้พลังเวทมนตร์มากเกินขีดจำกัดในขณะที่ก้อนอุกกาบาตที่เหลือยังคงพุ่งตกลงมาด้วยความเร็วสูงเช่นเดิม...
“อย่าคิดว่าจะขัดขวางเพื่อนตูได้นะเฟ้ยเฮ้ย~!!!”
[ Earthquake Lying!!! ]
[ ครืนนนน... ]
รอน ตัดสินใจใช้ดาบสั้นประจำตระกูลแทนการใช้เชือกซึ่งเป็นอาวุธใหม่ของเขาเพราะมันไม่สามารถสร้างความเสียหายได้อย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับอาวุธเก่าของเขาก่อนที่พลังเวทย์มนตร์จำนวนมากจะถูกบีบอัดเข้าไปในตัวดาบจนเปลี่ยนตัวดาบให้กลายเป็นดาบลำแสงขนาดยักษ์ในทันที
[ ย๊ากกกก!!!! ]
[ ตูมๆๆๆๆๆ!!! ]
ดาบลำแสงในมือของชายหนุ่มถูกหวดเข้าทำลายก้อนอุกกาบาตลงได้เป็นจำนวนมากก่อนที่ดาบลำแสงนั้นจะสลายหายไปพร้อมๆกับที่ร่างของ รอน ล้มลงไปกับพื้นเนื่องจากพลังเวทมนตร์และพลังกายของเขาเองก็ถึงขีดจำกัดแล้วเช่นกัน...
[ ฝาก... ที่เหลือด้วย... ]
[ ตุบ... ]
[ ครืนนนนน!!! ]
ทันทีที่ร่างของ รอน ล้มลงไปนั้น ยมเทพ ก็ได้สั่งให้อุกกาบาตที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่ลูกให้พุ่งเข้าทำลาย เรย์ ที่เหลือคนคุ้มกายคือ อีริค เพียงคนเดียวเท่านั้นทว่านั่นก็ถือเป็นการท้าทายชายร่างเล็กว่าเขาจะสามารถปกป้องเพื่อนของเขาและพลิกโอกาสกุมชัยชนะได้หรือไม่?
“ตราบใดที่ชั้นยังยืนอยู่!!! ต่อให้แกขนอุกกาบาตมามากกว่านี้ชั้นก็จะรับการโจมตีทั้งหมดของแกให้ดูไอ้เทพบัดซบ!!!”
[ Dark Blazer!!! ]
[ เปรี๊ยะๆๆๆๆ!!! ]
[ ข้าขออัญเชิญสาวกผู้ซื่อสัตย์ของพระองค์ลงมาจุติบนพื้นโลก... ]
สนามพลังสีดำแผ่ขยายออกเพื่อครอบคลุมร่างของ เรย์ และ อีริค เข้าไปไว้ภายในพร้อมๆกับที่ชายหนุ่มบริกรรมคาถาจนเกือบเสร็จสิ้น ก่อนที่ก้อนอุกกาบาตทั้งหมดจะปะทะกับสนามพลังของ อีริค อย่างรุนแรง...
[ ตูมๆๆๆๆๆ!!! ]
[ ครืนนนน... ]
แรงกระแทกอย่างรุนแรงและต่อเนื่องนั้นทำให้ผืนดินสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พร้อมๆกับที่ฝุ่นควันที่ฟุ้งกระจายไปในอากาศก่อนที่ร่างของ เรย์ ซึ่งมี อีริค นอนอยู่แทบเท้าจะปรากฏออกมาอย่างเชื่องช้า...
[ เพื่อลงทัณฑ์คนบาปให้สิ้นไป!!! ]
ในที่สุดมนตร์ท่อนสุดท้ายก็ถูกร่ายออกมาจนจบ... แม้จะดูเหมือนเป็นการต่อสู้ที่ยาวนาน ทว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นอยู่ในช่วงเวลาของการบริกรรมคาถาเพียง 5 นาทีเท่านั้นก่อนที่ เรย์ จะเตรียมเอ่ยคาถาสำหรับอัญเชิญ เทพีวาลคิวรี่ ออกมาจุติบนพื้นโลก ทว่า...
[ Summon!!! … ]
[ แค่ก... โขลกๆ!!! ]
ในขณะที่ เรย์ กำลังจะกล่าวคำอัญเชิญนั้นเองที่พลังเวทมนตร์ของเขาดำเนินมาถึงขีดจำกัดเสียก่อน เนื่องจากการคงสภาพของสัญลักษณ์มนตราบนฟ้านั้นจะต้องใช้พลังเวทมนตร์และสมาธิอยู่ไม่น้อย อีกทั้งการต่อสู้ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ยังทำให้พลังเวทมนตร์และพลังกายของเขาถดถอยลงไปอย่างมากจนไม่เหลือพอจะอัญเชิญ เทพีวาลคิวรี่ ออกมาได้...
[ วู้ม... วู้ม... ]
สัญลักษณ์มนตราสีทองบนฟากฟ้าค่อยๆเลือนลางและอ่อนแสงลงอย่างเชื่องช้าเนื่องจากพลังเวทมนตร์ที่ใช้ในการคงสภาพของมันกำลังจะหมดไป ทว่า...
[ หมับ... ]
[ …!?! ]
มือเรียวบางอันอบอุ่นเอื้อมเข้ามาเกาะกุมมือหนาของชายหนุ่มอย่างอ่อนโยน ก่อนที่ใบหน้าแย้มยิ้มของ เซลิน่า จะปรากฏขึ้นตรงหน้าชายหนุ่มในทันที
“... ใช้พลังเวทมนตร์ของหนูร่วมกับ พี่เรย์ เถอะค่ะ... เพราะนั่นเป็นวิธีเดียวที่จะอัญเชิญ เทพีวาลคิวรี่ ออกมาได้ในตอนนี้นะคะ...”
“แต่ว่า... เรื่องนั้น...”
ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกลังเล... จริงอยู่ที่เขาจะสามารถอัญเชิญ เทพีวาลคิวรี่ ออกมาได้หากได้พลังเวทมนตร์ของ เซลิน่า มาช่วยเหลือ...ทว่าหากทำแบบนั้นแล้วละก็เด็กสาวก็จะต้องรับผลสะท้อนจากการใช้เวทมนตร์เทพเฉกเช่นที่เขาเคยเป็นเมื่อตอนอยู่ที่ เซอร์ดิน นี่น่ะสิ...
[ ….. ]
ดูเหมือน เซลิน่า จะอ่านความคิดของชายหนุ่มออก... เธอจึงกุมมือของ เรย์ จนแนบแน่นพลางจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขาพลางเอ่ยประโยคต่อมาด้วยรอยยิ้มว่า
“พวกเรา [ เป็นหนึ่งเดียวกัน ] แล้วนะคะ... ต่อให้มีชะตากรรมที่เจ็บปวดเพียงไหนรอหนูอยู่ขอแค่มี พี่เรย์ อยู่เคียงข้างแล้วละก็... หนูก็พร้อมที่จะเผชิญกับชะตากรรมเหล่านั้นค่ะ!!!”
“... ตกลงครับ...”
[ หมับ... ]
มือของทั้งคู่ประสานกันอย่างแนบแน่นก่อนที่สัญลักษณ์มนตราบนฟากฟ้าจกลับมาส่องแสงเรืองรองอีกครั้งหนึ่งเมื่อพลังเวทมนตร์ถูกส่งเข้าไปเพื่อหล่อเลี้ยงมันดังเดิมทว่าสีของมันกลับไม่ใช่สีทองสุกใสดังเดิมแต่เป็นสีทองปนฟ้า ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพลังเวทมนตร์ของ เซลิน่า ได้มีส่วนร่วมในการคงสภาพของสัญลักษณ์มนตราเอาไว้ ในขณะที่ เรย์ รู้สึกตื้นตันอยู่ภายในอก
( ... จริงสินะ... เขากับ เซลิน่า ในตอนนี้ผูกพันจนเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว ดังนั้นชะตากรรมของเขาและเธอก็ต้องก้าวเดินไปอย่างพร้อมเพรียงกันสิ!!! )
ทั้งคู่ต่างยิ้มให้แก่หันเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่คาถาอัญเชิญจะถูกตะโกนออกมาอย่างพร้อมเพรียงกัน
[ Summon… Valkyrie!!! ]
[ ครืนนนนน!!! ]
สัญลักษณ์มนตราเปล่งแสงเรืองรองไปทั่วทั้งบริเวณก่อนที่แสงเหล่านั้นจะก่อร่างกลายเป็นสตรีร่างยักษ์ผู้งดงามนางหนึ่ง...
[ พั่บๆๆ... ]
ปีกสีขาวบริสุทธิ์แผ่ขยายปกคลุมไปบนแผ่นฟ้าจากเบื้องหลังของสตรีผู้งดงามภายใต้เรือนผมสีทองและชุดเกราะสีเดียวกับเส้นผม พร้อมๆกับที่ดวงตาสีน้ำเงินใสนั้นค่อยๆเบิกกว้างขึ้นมาอย่างเชื่องช้า ในมือของเธอถือคันศรสีทองเปล่งประกายซึ่งพร้อมจะแผลงศรทำลายอริศัตรูแห่งผู้อัญเชิญเธอลงมาบนผืนพิภพให้สิ้นไป...
เทพีวาลคิวรี่ จุติแล้ว...
Ep.40 หุบเขากอกอส Part Final
Coming Soon…

#1 By butler ~~** (124.121.212.229) on 2011-05-28 10:00