Ep.41 ชะตากรรมของมังกร...

posted on 02 Jun 2011 09:00 by mayz-maiz  in Episode

Ep.41 ชะตากรรมของมังกร...

 

 

# Gorgos Dungeon… หุบเขากอกอส

 

 

[ ตุมๆๆๆ... ]

[ ครืนนนน... ]

 

     เสียงภูเขาไฟระเบิดยังคงคำรามก้องไปทั่วแผ่นดินพร้อมๆกับเปลวไฟที่พวยพุ่งขึ้นไปบนฟากฟ้าจากภายใน หุบเขากอกอส ในขณะที่ทีม SGC กระชับอาวุธภายในมือของพวกตนเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ เพราะบัดนี้ผู้ที่อยู่เบื้องหน้าพวกเขาคือ มังกรสีชาด (Red Gorgos) อดีตหนึ่งในทหารเอกของราชินีมารที่เคยเข้าร่วมในมหาสงครามเมื่อ 5 ปีก่อน...

 

     แม้จะรู้ว่ามังกรที่อยู่ตรงหน้านี้คือผู้ที่ช่วยให้พวกเขาหนีรอดออกมาจาก หุบเขากอกอส ที่กำลังปะทุไปด้วยเปลวไฟและพาพวกเขาหนีเหล่าญาติๆออกมาจนถึงที่นี่ แต่การกระทำเหล่านั้นก็อาจจะเป็นละครที่ถูกจัดขึ้นมิใช่หรือ? และหากอีกฝ่ายตั้งใจช่วยพวกเขาจริงๆก็อาจจะมีจุดประสงค์อะไรบางอย่างแอบแฝงก็เป็นได้...ดังนั้นการระวังตัวเอาไว้ก่อนก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไรมิใช่หรือ?

 

[ กรรร์... ]

[ ….. ]

 

     มังกรสีชาด ส่งเสียงคำรามในลำคออย่างขัดใจเล็กน้อยในขณะที่สายตาของมันยังคงจ้องมองไปยังสมาชิกทีม SGC ที่ยังคงกระชับอาวุธในมืออย่างหวาดระแวงก่อนที่อีกฝ่ายจะปริปากพูดออกมาด้ายน้ำเสียงราบเรียบว่า

 

“วางใจเถอะ... ด้วยสภาพของพวกเจ้าในตอนนี้นั้นหากข้าต้องการจะเอาชีวิตของพวกเจ้าแล้วละก็... เพียงแค่ข้าตวัดหางใส่พวกเจ้าครั้งเดียวพวกเจ้าก็คงทำอะไรไม่ได้แล้วละ...”

“.....”

 

     แม้จะไม่อยากยอมรับสักเท่าใดนัก

 

... ทว่าสิ่งที่ มังกรสีชาด กล่าวออกมานั้นเป็นความจริงที่พวกเขายากที่จะปฏิเสธดังนั้นอาวุธภายในมือของพวกเขาจึงถูกลดลงอย่างเชื่องช้าในที่สุด...

 

“ถ้าเช่นนั้น... เจ้าช่วยพวกเราไปเพื่ออะไร?”

“นั่นดิ... นายจะพาเราฝ่าบรรดาญาติๆรวมไปถึงพาเราหนีจากเพลิงลาวาเพื่ออะไรอ้ะ?”

“เรื่องนั้น...”

 

[ กึก... แกรกๆๆ... ]

[ …..!!! ]

 

     ในขณะที่ อีริค และ รอน ยังคงสาละวนอยู่กับการเค้นความจริงจาก มังกรสีชาด นั้นเอง... บนพื้นข้างๆรถม้าได้มีเสียงเคลื่อนไหวของอะไรบางอย่างจนสมาชิกทุกคนต้องหันกลับไปมองทางต้นเสียงอย่างหวาดระแวงเนื่องจากในวันนี้พวกเขาพบเจอเรื่องชวนตื่นตกใจมามากพอแล้วก่อนที่ร่างของ เรย์ และ เซลิน่า ที่ช่วยกันพยุงร่างของอีกฝ่ายลงมาจากรถจะปรากฏสู่สายตาของทุกๆคน

 

[ ตุบ... โอย... ]

[ เรย์!!! / เซลิน่า!!! ]

 

     ทุกคนรีบวิ่งเข้าไปช่วยพยุงร่างของทั้ง 2 ที่ทรุดลงไปกับพื้นให้นั่งพิงกับตัวรถอย่างรวดเร็วท่ามกลางสายตาแปลกใจของ โซฟี ที่เคยเห็นชายหนุ่มใช้เวทมนตร์นี้มาก่อนสมัยที่เขาเข้าร่วมสงครามที่ อาณาจักรดีไวน์เนอร์ ซึ่งในครั้งนั้นชายหนุ่มต้องนอนสลบไปนานถึง 1 สัปดาห์เลยทีเดียว... แต่ทำไมครั้งนี้เขาถึงฟื้นคืนสติมาได้รวดเร็วถึงขนาดนี้? หรือเป็นเพราะเด็กสาวที่อยู่ข้างกายเขากันหนอ...

 

“เพื่อนโว้ยแกฟื้นแว้ว~!!!”

“คุณหนูครับเป็นยังไงบ้าง!?!”

“อะ... พี่ซิลเบอร์...”

“รอน... ทุกคน... แล้วที่นี่คือ... โอย!!!”

 

     สติของทั้งคู่ยังคงรางเลือนเพราะการสูญเสียพลังเวทมนตร์จำนวนมหาศาลในเวลาอันสั้นก่อนที่ เรย์ จำครวญครางออกมาอย่างเจ็บปวดเมื่อการจู่โจมของ ยมเทพ เมื่อสักครู่นี้แล่นเข้ามาเล่นงานเขาอีกครั้งหนึ่ง...

 

“ดีใจที่เห็นเจ้าฟื้นคืนสตินะเจ้ามนุษย์...”

“กะ... กอกอส พูดได้!?!”

“นี่มัน... เรื่องอะไรกันครับเนี่ย?”

 

     เซลิน่า กอดแขนชายหนุ่มพลางสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเนื่องจากเธอเคยมีอดีตฝังใจกับมังกรเหล่านี้มาก่อน ในขณะที่ชายหนุ่มค่อยๆโอบเด็กสาวเข้ามาไว้ในอ้อมกอดพลางลูบหัวให้เธออย่างอ่อนโยนท่ามกลางสายตาแปลกใจของทุกๆคนที่ไม่เข้าใจในอาการของเด็กสาวและสายตาโกรธเคืองอะไรบางอย่างของ โซฟี ที่กำลังจ้องมองภาพของชายหนุ่มที่กำลังปลอบประโลมเด็กสาวตัวน้อยในอ้อมกอด...

 

     อีริค เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงที่ทั้งคู่สลบไปให้ฟังอย่างละเอียดโดยมี รอน คอยเสริมในจุดต่างๆที่พวกเขามองเห็นจากนอกตัวรถอย่างใกล้ชิดจนชายหนุ่มและเด็กสาวพอเข้าใจเรื่องราวส่วนใหญ่จากเรื่องเล่าของเพื่อนๆ ก่อนที่ชายหนุ่มจะเอ่ยถามอย่างมีมารยาทอีกครั้งหนึ่งว่า

 

“ต้องขอบคุณท่านอีกครั้งหนึ่งที่ช่วยพวกเราทุกคนเอาไว้... และหากไม่เป็นการรบกวนแล้วละก็ผมอยากรบกวนให้ท่านอธิบายถึงเหตุผลและจุดประสงค์ในการช่วยพวกเราให้ฟังจะได้ไหมครับ... มังกรสีชาด?”

“ข้าเองก็ตั้งใจเช่นนั้นอยู่แล้ว...”

 

     มังกรร่างยักษ์เงียบเสียงลงไปครู่หนึ่งก่อนที่เรื่องราวทั้งหมดจะค่อยๆถูกเผยออกมาอย่างเชื่องช้า...

 

“พวกเจ้า... คงจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับมหาสงครามแห่งทวีป เบอร์มีเซีย ระหว่างอาณาจักร เซอร์ดิน และ คานาวาน ที่เกิดขึ้นเมื่อ 5 ปีก่อนสินะ... ในสงครามครั้งนั้นพวกเรา กอกอส ได้เข้าร่วมเป็นพันธมิตรกับฝ่ายของราชินีมาร คาเซ่อาเซ่ และร่วมรบในมหาสงครามครั้งนั้นด้วย...”

 

     เมื่อเล่ามาถึงจุดนี้ ซิลเบอร์ จึงนึกขึ้นได้ว่าเขาเคยพบกับ มังกรสีชาด ในสนามรบมาก่อนซึ่งในตอนนั้นตัวเขายังเป็นเพียงทหารเลวคนหนึ่งที่ไม่มีฝีมือและความกล้ามากพอจะต่อกรกับมังกรร่างยักษ์และได้แต่มองดูอัศวินคนอื่นๆถูกสังหารไปต่อหน้าต่อตาโดยไม่อาจทำอะไรได้เลย... หลังจากนั้น มังกรสีชาด จึงเริ่มเล่าเรื่องต่อไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า

 

“ตลอดช่วงการรบนั้น... พวกข้าได้เข้าร่วมในการรบอย่างกล้าหาญและยินดีสละชีวิตในสงครามอันโหดร้ายอย่างมีเกียรติ เพราะราชินีมารได้ตกลงกับพวกเราเอาไว้ว่าหากนางชนะสงครามในครั้งนั้นได้พวกเรามังกรจะได้รับอิสระในการมีชีวิตและไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อนอีกต่อไปทำให้พวกเราไม่กลัวตายและต่อสู้โดยยินดีจะสละชีวิตของพวกเราเอง...”

 

     เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ มังกรสีชาด ได้เว้นระยะไปช่วงหนึ่งราวกับกำลังนึกถึงอดีตอันแสนเจ็บปวดอยู่ก่อนที่เรื่องราวจะถูกเล่าต่อไปอย่างเชื่องช้า

 

“แม้เผ่าพันธุ์ของพวกเราจะมีร่างกายอันใหญ่โตและเกล็ดเกราะอันแข็งแกร่งที่คุ้มครองกายอยู่ก็ตาม แต่เมื่อต้องเผชิญกับสติปัญญาอันสร้างสรรค์ของมนุษย์ที่คิดค้นอาวุธและเวทมนตร์ใหม่ๆขึ้นมาอยู่เสมอแล้ว พวกเราเองก็ไม่แคล้วต้องถูกสังหารในสงครามเป็นจำนวนมากในที่สุด... แต่เพื่ออนาคตของเผ่าพันธุ์แล้วพวกเราก็ไม่ย่อท้อและต่อสู้แม้จะต้องเสียเพื่อนพ้องไปมากมายก็ตาม...”

 

     สมาชิกทีม SGC ต่างเผยสีหน้าเจ็บปวดออกมาเมื่อได้ฟังเรื่องราวเหล่านั้น... เพราะสงครามไม่เคยสร้างประโยชน์อันใดแม้แต่น้อย... แม้จะเป็นสงครามระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองหรือมนุษย์กับเหล่าสัตว์อสูรก็ตามทีเพราะ [ ชีวิต ] ที่สูญเสียไปในสงครามนั้นคือสิ่งที่มีค่ายิ่งกว่าสิ่งใดและไม่สามารถเรียกคืนมาได้แม้จะใช้ทรัพย์สมบัติมากมายเพียงใดก็ตาม...

 

“...การต่อสู้ดำเนินไปอยู่หลายเดือนจนกระทั่งจุดแตกหักของสงครามมาถึง... เมื่อราชินีองค์ก่อนแห่ง เซอร์ดิน ตัดสินใจปลิดชีพตัวเองเพื่อฟื้นคืนสติให้แก่ราชินีแห่ง คานาวาน ที่ถูกนางมารร้ายควบคุมจิตใจเอาไว้จนสภาพสงครามพลิกกลับในทันที... พวกข้าเหล่าสัตว์อสูรที่ขึ้นตรงกับ คาเซ่อาเซ่ นั้นต้องต่อกรกับกองทัพผสมของทั้ง เซอร์ดิน และ คานาวาน ในขณะที่นางหลบหนีไปยังอาณาจักรอันแสนไกล ณ อีกฟากของมหาสมุทรโดยไม่คิดจะอยู่ช่วยเหลือพวกเราเลยแม้แต่น้อย... หลังจากสงครามจบลงพวกข้าเหล่าสัตว์อสูรต่างต้องแยกย้ายกันเร้นกายตามสถานที่ต่างๆเพื่อหลิกหนีการตามล่าของมนุษย์ที่เห็นว่าพวกเราเป็นภัยคุกคาม แต่พวกข้าก็ต้องยอมรับในชะตากรรมนั้นเพราะยังไงเสียพวกเราก็เป็น [ ผู้แพ้สงคราม... ]”

 

     ใช่แล้ว... [ ผู้แพ้สงคราม ] ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องอะไรทั้งสิ้นและมักจะถูกผู้ชนะไล่ล่าเพื่อไม่ให้เหล่าผู้แพ้นั้นผนึกกำลังกันได้และกลับมาก่อสงครามใหม่อีกครั้งหนึ่ง และยิ่งเป็นสัตว์อสูรที่เหล่ามนุษย์ต่างหวาดกลัวด้วยแล้วละก็การไล่ล่านั้นก็จะยิ่งหนักข้อขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง...

 

“พวกข้าหลบหนีขึ้นมาอยู่บนภูเขานี้และพยายามใช้ชีวิตอย่างสงบสุขโดยไม่รุกรานมนุษย์ ทว่าภายในกลุ่มของข้าเองก็มีลูกๆส่วนหนึ่งที่ต้องการจะก่อสงครามขึ้นมาใหม่และพยายามผลักดันให้ข้าผนึกกำลังอีกครั้งหนึ่งซึ่งข้าเองก็พยายามปฏิเสธมาตลอด 5 ปีนี้จนกระทั่งเด็กสาวชุดดำนั่นมาถึงและสร้างความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลวงในหมู่พวกเรา...”

“แองเจลิน่า...”

 

     เซลิน่า ครางชื่อเพื่อนสาวของตนออกมาเล็กน้อยจน มังกรสีชาด หันมาจ้องมองเธออยู่พักหนึ่งก่อนที่เจ้ามังกรจะเอ่ยเรื่องราวต่อไปด้วยท่าทีเคร่งขรึม...

 

“เรื่องราวทั้งหมดเริ่มขึ้นเมื่อ 1 สัปดาห์ก่อน... เด็กสาวคนนั้นมาหาข้าถึงถ้ำบนยอดเขาและบอกกับข้าว่าราชินีมารกำลังรวมรวมกองทัพเพื่อก่อสงครามในทวีป เบอร์มีเซีย แห่งนี้อีกครั้งหนึ่งและต้องการให้พวกเราเหล่า กอกอส ซึ่งเป็นทหารแนวหน้าในสงครามครั้งก่อนกลับไปรบร่วมกับนางอีกครั้งหนึ่ง โดยอ้างเรื่องข้อตกลงการเป็นพันธมิตรกันเมื่อครั้งสงครามเมื่อ 5 ปีก่อน... แน่นอนว่าข้าตอบปฏิเสธไปแทบจะในทันที ทว่าเหล่าลูกๆของข้ากลับต้องการกลับเข้าร่วมรบอีกครั้งหนึ่งจนเกิดการแตกแยกครั้งใหญ่ขึ้นในหมู่พวกข้าจนกระทั่งข้าและเหล่าลูกๆจำนวนหนึ่งต้องเร้นกายเข้าไปในหุบเขาเมื่อเด็กสาวคนนั้นใช้พลังประหลาดเข้าควบคุมลูกๆของข้าเพราะข้าไม่อยากเสี่ยงต่อการถูกควบคุมเช่นกัน...”

“พลังบงการจิตใจ... เธอคงใช้ช่องว่างในจิตใจของเหล่า กอกอส ที่กระหายอยากจะทำสงครามเพื่อควบคุมพวกมันสินะ...”

 

     ซิลเบอร์ รำพึงออกมาอย่างแผ่วเบา ทว่าดูเหมือน มังกรสีชาด จะได้ยินสิ่งที่เขาพูดอีกฝ่ายจึงหันมาจ้องมองและผงกหัวให้เขาราวกับจะเห็นด้วยกับความคิดนั้นก่อนที่ผู้เป็นมังกรจะเล่าเรื่องต่อไปว่า

 

“ข้าพยายามคิดค้นหาวิธีคลายมนต์สะกดของเด็กสาวคนนั้นอยู่นานพอสมควร... จนกระทั่งข้าคิดวิธีนั้นออกโดยการทำให้ภูเขาไฟระเบิดเพื่อเพิ่มพลังแห่งเปลวไฟให้แก่เหล่าลูกๆของข้าเพื่อพวกเขาจะได้มีพลังมากพอจะต้านมนต์สะกดเหล่านั้น เพราะข้าไม่อยากทำร้ายลูกของตัวเองโดยไม่จำเป็น...”

“มิน่าละ!!! ชั้นถึงไม่รู้ตัวว่าภูเขาไฟจะระเบิด... เพราะมันเกิดจากการกระทำที่ผิดธรรมชาตินี่เอง...”

 

     รอน สบถออกมาอย่างลิงโลดเพราะเขาเคยผ่านประสบการณ์เกี่ยวกับภูเขาไปเมื่อครั้งยังล่าสมบัติอยู่ในตระกูล หยาง มาก่อนและมั่นใจในการสังเกตของตนอยู่พอสมควร ชายหนุ่มจึงรู้สึกแปลกใจอยู่ไม่น้อยที่ในครั้งนี้เขาไม่รู้มาก่อนว่าตัวภูเขาจะระเบิด และพอได้ฟังเรื่องเล่าจากปากของอีกฝ่าย รอน จึงรู้สึกโล่งใจที่การสังเกตของเขายังคงดีอยู่...

 

“ทว่าสิ่งที่ข้าไม่คาดคิดก็ได้เกิดขึ้น... นั่นก็คือการมาถึงของพวกเจ้าที่สามารถสังหารเหล่าลูกๆของข้าลงได้และสามารถขับไล่เด็กสาวที่เป็นสมุนของราชินีมารให้กลับไปได้อีกด้วย...”

“เรื่องนั้น... เราไม่ได้ตั้งใจที่จะ... เอ่อ...”

 

     อีริค ที่ตั้งใจจะปฏิเสธว่าพวกตนไม่ได้ตั้งใจจะมาเอาชีวิตของเหล่า กอกอส นั้นต้องกล้ำกลืนคำพูดของตนกลับลงคอไปอย่างรวดเร็ว... เพราะจุดประสงค์ในการมาที่นี่ของพวกเขาก็คือการมาล่า กอกอส เพื่อนำชิ้นส่วนของพวกมันกลับไปซ่อมอาวุธของ เรย์ อยู่แล้ว...

 

“ข้าไม่กล่าวโทษพวกเจ้าหรอก... เพราะลูกๆของข้าเป็นฝ่ายเข้าจู่โจมพวกเจ้าก่อนดังนั้นสิ่งที่พวกเจ้าทำจึงถึงเป็นเพียงการป้องกันตัวเท่านั้น อีกทั้งเจ้าพวกนั้นก็เป็นพวกกระหายสงครามเข้าสายเลือดอยู่แล้วดังนั้นข้าจึงไม่รู้สึกเสียใจมากนักหรอกที่พวกนั้นตายลงไป... และที่เหนือยิ่งไปกว่านั้นข้าต้องกล่าวขอบคุณพวกเจ้าที่ไล่เด็กสาวคนนั้นออกไปจากหุบเขาของข้าด้วยเพราะข้าเองก็มิอาจต่อกรกับ ยมเทพ ที่เด็กสาวคนนั้นอัญเชิญออกมาเช่นกัน...”

“.....”

 

     แม้ปากของ มังกรสีชาด จะบอกว่าไม่ใส่ใจและพยายามที่จะพูดเรื่องอื่นเพื่อหันเหออกนอกเรื่อง... แต่เหล่าสมาชิก SGC ต่างก็สัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่แฝงอยู่ในน้ำเสียงเหล่านั้นเพราะไม่มีพ่อแม่คนใดหรอกที่จะไม่เสียใจที่ลูกๆของตนตายจากไปไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสัตว์อสูรก็ตาม...

 

“ได้ยินเช่นนั้นก็ดี!!! ข้าจะได้สังหารท่านได้อย่างสบายใจท่านพ่อ!!!”

“กรรร์!?!”

“…..!!!”

 

     เสียงคำรามดังลงมาจากยอดเนินในบริเวณใกล้เคียงก่อนที่ร่างของ กอกอส ตัวหนึ่งจะปรากฏสู่สายตาของ มังกรสีชาด และทีม SGC ที่กำลังเผยสีหน้าตื่นตกใจออกมาก่อนที่เจ้าของเสียงจะพุ่งทะยานลงมาจากบนยอดเนินด้วยความไวสูง

 

[ ฟุ่บ!!! ]

[ ตายซะเถอะ!!! ]

 

     เป้าหมายของการโจมตีนั้นก็คือสมาชิกทีม SGC ที่กำลังอ่อนแรงจนถึงขีดสุดและไม่สามารถหลบการโจมตีนั้นได้และทำได้เพียงเบิกตาค้างอย่างตื่นตะลึงก่อนที่ร่างกายอันใหญ่โตของ มังกรสีชาด จะพุ่งเข้ามาบดบังร่างของพวกเขาเอาไว้

 

[ ระวัง!!! ]

[ โครมมม!!! กร๊อบๆๆ... ]

[ ก๊าซซซซ!!! ]

 

     ร่างของ มังกรสีชาด ถูกกระแทกลงกับพื้นอย่างรุนแรงและตามมาด้วยเสียงกระดูกหักอย่างต่อเนื่องท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนจากมังกรร่างยักษ์ที่กำลังคำรามใส่กันและกันอย่างดุร้ายท่ามกลางอาการตื่นตะลึงของสมาชิกทีม SGC ที่ยังไม่สามารถตั้งสติกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นได้และทำได้เพียงมองดูเหตุการณ์เหล่านั้นต่อไปอย่างเงียบเชียบ

 

[ กร้วมมม!!! ]

[ ฉูดดด... ]

[ โฮกกกก!!! ]

 

     คมเขี้ยวของผู้เป็นลูกฝังและกระชากลงบนลำคอของ มังกรสีชาด  อย่างรุนแรงจนหยาดเลือดสาดกระเซ็นไปทั่วทั้งบริเวณในขณะที่ผู้เป็นลูกคำรามออกมาด้วยความมั่นใจในชัยชนะของตนว่า

 

“นับแต่นี้ไปข้าจะเป็นผู้นำเผ่าพันธุ์ของเราเอง!!! ผู้นำที่หวาดกลัวการทำสงครามเช่นท่านพ่อน่ะตายๆไปซะได้ก็ดี

!!!”

“เจ้าลูกชั่ว!!!”

 

[ ก๊าซซซ!!! ]

[ โครมๆๆ!! ]

 

     วงหางของผู้เป็นพ่อฟาดเข้าใส่ร่างของผู้เป็นลูกจนกระเด็นออกไปเล็กน้อยก่อนที่ทั้งสองจะตรงเข้าโรมรันใส่กันและกันท่ามกลางความยากลำบากของ มังกรสีชาด ซึ่งได้รับบาดเจ็บจากการโจมตีเมื่อสักครู่รวมไปถึงร่างกายที่ชราภาพมากกว่าผู้เป็นลูกจนกระทั่ง...

 

[ กร๊วมม!!! ]

[ กรรรร์!!! ]

 

     ลำคอของผู้เป็นลูกถูก มังกรสีชาด กัดคืนได้ในช่วงชุลมุนก่อนที่ท่อนแขนอันใหญ่โตของผู้เป็นพ่อจะพุ่งเข้าใส่ทรวงอกซึ่งเป็นตำแหน่งหัวใจของผู้เป็นลูกในทันที

 

[ โพล๊ะ!!! ]

[ ฉูดดดด... ]

[ กี๊ซซซซ!!! ]

 

     ท่อนแขนอันแข็งแกร่งของ มังกรสีชาด ทะลวงเกล็ดเกราะของผู้เป็นลูกและทะลุหัวใจออกมาทางแผ่นหลังอย่างแม่นยำด้วยประสบการณ์การรบที่เหนือกว่า ทำให้ผู้เป็นลูกส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดและทรุดกายลงไปกับพื้นอย่างเชื่องช้า

 

“สงครามไม่เคยสร้างประโยชน์อันใดให้แก่ผ่าพันธุ์ของเรา!!! และข้าจะไม่ยอมให้เผ่าพันธุ์ของข้าต้องเข้าร่วมในสงครามทำลายตัวเองเช่นนั้นอีกนับตั้งแต่ตอนนี้... และตลอดไปในอนาคตด้วย!!!”

 

[ โฟ่วววว!!! ]

[ กี๊ซซซซ!!! ]

 

     เปลวเพลิงสีแดงฉานถูกพ่นออกมาจากปากของ มังกรสีชาด และแผดเผาร่างของผู้เป็นลูกอย่างไร้ความปรานีจนร่างกายอันใหญ่โตนั้นทำได้เพียงดิ้นทุรนทุรายด้วยความเจ็บปวดอยู่พักหนึ่งก่อนที่เสียงกรีดร้องเหล่านั้นจะเงียบหายไปในที่สุด...

 

[ แฮ่กๆๆๆ... ]

[ แหมะๆๆ... ]

[ ….. ]

 

     เสียงหอบหายใจของมังกรร่างใหญ่ยังคงดังออกมาอย่างต่อเนื่องพร้อมๆกับหยาดเลือดที่ยังคงหยดลงกระทบพื้นก่อนที่ร่างกายของอีกฝ่ายจะทรุดลงไปนอนกับพื้นอย่างเงียบเชียบ

 

[ ตุบ... ตึง... ]

[ มังกรสีชาด!!! ]

 

     แม้จะรู้จักกันได้เพียงไม่นานแต่อีกฝ่ายก็ช่วยเหลือพวกเขาเอาไว้มาก... ทั้งการพาพวกเขาหนีออกมาจากตัวหุบเขาและการปกป้องพวกเขาเมื่อครู่นี้ดังนั้นสมาชิกทีม SGC จึงอดเป็นห่วงและวิ่งเข้าไปดูช่วยเหลืออีกฝ่ายเสียไม่ได้ ก่อนที่ เซลิน่า จะเรียกใช้เวทมนตร์รักษาของเธอในทันที

 

[ Ice Purify!!! ]

[ ….. ]

 

     ทว่าเวทมนตร์ที่เธอเรียกใช้นั้นกลับไม่แสดงผลออกมาตามที่ควรจะเป็น... ทำให้เธอตัดสินใจเรียกใช้มนตร์ของเธออีกครั้งหนึ่งอย่างรวดเร็ว

 

[ Ice Purify… Ice Purify!!! ]

[ ….. ]

 

     หยาดน้ำตาเริ่มคลอไปทั่วนัยน์ตาของเด็กสาวในขณะที่มือหนาของชายหนุ่มวางทาบลงบนไหล่บางและโอบกระชับของเธออย่างแผ่วเบา...

 

“พวกเรายังใช้เวทมนตร์ไม่ได้หรอก... เพราะเราเสียพลังเวทมนตร์ไปกับการอัญเชิญ เทพีวาลคิวรี่ จนหมดแล้ว...”

“ฮึก... ฮือๆๆๆ...”

 

     เหล่าสมาชิกทีม SGC ทำได้เพียงนั่งมองดูร่างของ มังกรสีชาด ที่กำลังนอนหายใจรวยรินอย่างเชื่องช้าโดยไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้แม้แต่น้อย... เพราะพวกเขาไม่มีวิธีที่จะรักษาอีกฝ่ายได้เลยเนื่องจาก เรย์ และ เซลิน่า ที่สามารถใช้เวทมนตร์รักษาได้กลับไม่หลงเหลือพลังเวทมนตร์ไว้สำหรับการร่ายคาถาอีกทั้ง รอน ก็ไม่สามารถทำการผ่าตัดเพื่อช่วยเหลืออีกฝ่ายได้เพราะเขาไม่มีความรู้เกี่ยวกับร่างกายของมังกรแม้แต่น้อย...

 

“แฮ่กๆๆ... อย่าเศร้าไปเลยเจ้ามนุษย์... นี่คงเป็นชะตาของข้าผู้ซึ่งเคยสังหารมนุษย์ในสงครามครั้งก่อนเป็นจำนวนมาก... เป็นชะตา... ของผู้ที่หลงผิดไปรับใช้ราชินีมารเช่นข้า... อึก... พวกเจ้าไม่ได้ผิดอะไรหรอก...”

“.....”

 

     สีหน้าเจ็บปวดประทับอยู่บนใบหน้าของทุกคนในขณะที่ เซลิน่า อีริค และมากิเนะ เริ่มหลั่งน้ำตาออกมาอย่างเงียบเชียบเพราะหากพวกเขาทุกคนไม่อ่อนแอจนหมดสภาพอย่างเมื่อครู่นี้แล้วละก็ มังกรสีชาด คงไม่ต้องตรงเข้ามาปกป้องพวกเขาจนมีสภาพเช่นนี้เป็นแน่...

 

“โขลกๆ!!!... แฮ่กๆ... สุดท้ายนี้... ข้ามีคำขอร้องบางอย่างที่อยากให้พวกเจ้าช่วยรับฟัง... พวกเจ้าจะรับฟังคำขอสุดท้ายของข้าได้ไหม...”

“... ครับ...”

 

     เรย์ ตอบรับคำถามของอีกฝ่ายด้วยน้ำเสียงอันสั่นเทาพลางทรุดตัวลงไปนั่งคุกเข่าอยู่กับพื้นและพยายามยิ้มให้กับอีกฝ่ายในขณะที่หยาดน้ำตาเริ่มหลั่งรินจากดวงตาของสมาชิกทุกๆคนอย่างเชื่องช้า

 

“... ข้าอยากให้เจ้าช่วยข้าทั้งหมด 3 อย่างด้วยกัน... อย่างแรกคือราชินีมาร... พวกเจ้าจะช่วยจัดการกับนางและนำความสงบสุขมาสู่ดินแดนแห่งนี้... นำความสงบสุขมาให้กับพวกเราจะได้หรือไม่...”

“ได้ครับ... เพราะพวกเราออกเดินทางเพื่อตามล่านางมารร้ายเป็นภารกิจของพวกเราแล้ว”

“เช่นนั้นก็ดี...”

 

     มังกรสีชาด เผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยก่อนที่คำขอที่สองจะถูกเอ่ยตามออกมาอย่างเชื่องช้าว่า

 

“เรื่องต่อมา... ข้าอยากให้พวกเจ้าบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพวกข้า... ว่าแท้จริงแล้วพวกเราไม่ได้กระหายในการต่อสู้... พวกเราต้องการใช้ชีวิตอยู่อย่างสงบบนหุบเขาแห่งนี้... ได้โปรดอย่าไล่ล่าพวกเราอีกเลย.... พวกเจ้าจะทำให้ข้าได้หรือไม่...”

“ครับ... แล้วผมจะบอก...”

“แฮ่กๆๆๆ.....”

 

     ลมหายใจของ มังกรสีชาด เริ่มขาดห้วงขึ้นมาทุกขณะ... ซึ่งนั่นเป็นการบ่งบอกว่าเวลาจากลาใกล้จะมาถึงเต็มทีแล้ว...

 

“เรื่องสุดท้าย... ข้าเคยได้ยินมาว่าร่างกายของพวกเรา กอกอส สามารถนำไปเป็นวัตถุดิบในการสร้างอาวุธชั้นเลิศของพวกเจ้าเหล่ามนุษย์ได้... ข้าอยากให้พวกเจ้า... ช่วยรับร่างกายของข้าไปด้วย... เพื่อเป็นของ... ตอบ... แทน โขลกๆๆ!!!”

“มังกรสีชาด!!!”

 

     เรย์ ตรงเข้าไปพยุงศีรษะของอีกฝ่ายพร้อมๆกับที่สมาชิกคนอื่นๆต่างมุงดูด้วยความเป็นห่วงอย่างกระชั้นชิดก่อนที่อีกฝ่ายจะกล่าวต่อไปด้วยน้ำเสียงอันแผ่วเบาว่า

 

“รับปาก... ข้าได้ไหม...”

“ครับ... ผมรับปาก...”

“ขอบคุณ.... มาก...”

 

[ ตุบ... ]

[ ….. ]

 

     เมื่อกล่าวจบ... ดวงวิญญาณของอีกฝ่ายจึงหลุดลอยไปจากร่างท่ามกลางความเศร้าโศกเสียใจของเหล่าสมาชิกทีม SGC ที่รายล้อมอยู่รอบๆร่างกายอันใหญ่ยักษ์ของอีกฝ่าย...

 

“หลับให้สงบเถอะครับ... คำขอของคุณผมจะทำให้มันเป็นจริงเอง...”

 

     เรย์ กล่าวลาแก่ มังกรสีชาด เป็นครั้งสุดท้ายและปิดเปลือกตาของอีกฝ่ายลงอย่างเชื่องช้า...

 

“ลาก่อนครับ... มังกรสีชาด...”

 

     ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือไม่... แต่สมาชิกทีม SGC ต่างรู้สึกว่า มังกรสีชาด เผยรอยยิ้มออกมาเล็กน้อยหลังจากที่พวกเขารับปากว่าจะทำให้คำขอของอีกฝ่ายเป็นจริง... ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มทำพิธีศพให้กับอีกฝ่ายอย่างสมเกียรติในที่สุด...

 

 

.....

 

 

( 4 ชั่วโมงต่อมา... )

 

     ท้องนภาเริ่มย่างเข้าสู่ยามราตรีแล้ว... ในขณะที่เหล่าสมาชิกทีม SGC ต่างแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนอย่างเงียบเชียบโดยแบ่งเป็น 2 ส่วนก็คือฝ่ายหุงหาอาหารและฝ่ายฝังศพให้กับ มังกรสีชาด... โดยที่ เรย์ รอน อีริค และ เฮแซด รับหน้าที่ฝังศพ ส่วนสมาชิกที่เหลือทำหน้าที่ประกอบอาหาร...

 

[ กึก... เฮ่อ... ]

 

     หลุมศพของ มังกรสีชาด ถูกตั้งขึ้นนอกถนนสายที่ 63 ซึ่งนับเป็นถนนสายหลักที่ไม่ค่อยมีผู้คนสัญจรผ่านไปมามากนักเพราะตั้งอยู่ใกล้ๆกับทางเข้า หุบเขากอกอส ซึ่งนักเดินทางส่วนใหญ่เลือกที่จะหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางนี้เนื่องจากกลัวการถูกโจมตีจากเหล่า กอกอส...

 

[ ตุบ... ]

[ เอ้ย!?! อะไรเนี่ย!!! ]

 

     เฮแซด ซึ่งได้รับหน้าที่ขอดเกล็ด เลาะเขี้ยว และรวบรวมกรงเล็บของ มังกรสีชาด วางของที่เขารวบรวมมาได้ลงกับพื้นก่อนที่ อีริค จะเห็นว่าชายตรงหน้าจัดแจงเลาะฟันทุกซี่ รวมไปถึงขอดเกล็ดทุกชิ้นออกมาจากร่างของ มังกรสีชาด เป็นที่เรียบร้อยจนชายหนุ่มอดโวยวายออกมาไม่ได้เพราะมันดูเหมือนการดูหมิ่นผู้ตายมากเกินไปสักหน่อย... หรือเพราะอีกฝ่ายทำตามคำสั่งที่ได้รับอย่างตรงไปตรงมามากเกินไปหนอ...

 

“หืม... จ๊ากกกกก~!!!!!”

“…..!?!”

 

     ทว่าหลังจากที่ อีริค ซึ่งตั้งใจจะด่าอีกฝ่ายสังเกตเห็นอะไรบางอย่างบนตัวของ เฮแซด แล้ว... คนตัวเล็กจึงรีบวิ่งหนีไปหลบอยู่หลังเพื่อตัวดีซึ่งกำลังเกลี่ยดินให้เรียบอยู่ในทันที

 

“ระๆๆๆ... รอน... ชะๆ... ช่วยที...”

“เอ้ย!?! เป็นอะไรไปวะเพื่อน?”

“ขะๆๆๆ... แขนๆ... แขน!!!”

“แขน???”

 

     อีริค พูดด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักพลางชี้ไปยังแขนทั้งสองข้างของ เฮแซด ที่เพิ่งจะวางชิ้นส่วนร่างกายของ มังกรสีชาดลงกับพื้นด้วยแววตางุนงง... เดี๋ยวนะ... 2 ข้างงั้นเหรอ?

 

“.....”

“.....”

 

     เกิดความเงียบขึ้นระหว่างทั้งคู่อยู่พักหนึ่งก่อนที่ รอน จะมีอาการไม่ต่างกับเพื่อนตัวเล็กของตนมากนักนั่นก็คือ...

 

[ จ๊ากกกกกกซ์~!!!!! ]

[ เหวอ!?! ]

 

     ใช่แล้ว... วิ่งหนีเหมือนกันนั่นเอง... และเป้าหมายในการใช้เป็นโล่กำบังในครั้งนี้คงไม่พ้น เรย์ ซึ่งเหลืออยู่เพียงคนเดียว ณ ที่นี้ในขณะที่ รอน และ อีริค ยังคงสั่นเทาด้วยความแปลกใจว่าแขนของอีกฝ่ายต่อติดกันดังเดิมได้เช่นไร...

 

“เอ่อ... เฮแซด ครับ... แขนของคุณ...”

 

     ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักก่อนที่ เฮแซด จะเอ่ยตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า

 

“การซ่อมแซมไม่พบอาการผิดปกติ... ระบบสามารถทำงานได้ดังเดิมถึง 97.52%...”

“ซ่อมแซม? 97.52%???”

“ถูกต้องแล้ว...”

“เอ่อ...”

 

     เรย์ รอน และ อีริค ต่างมองหน้ากันและกันด้วยความงุนงงก่อนที่ เฮแซด จะยกของทั้งหมดขึ้นมาถือไว้และกล่าวกับพวกเขาด้วยน้ำเสียงราบเรียบเช่นเดิมว่า

 

“หากไม่มีอะไรแล้ว... เราขอตัวยกชิ้นส่วนของ มังกรสีชาด กลับไปเก็บบนตัวรถก่อนนะขอรับ...”

“เอ่อ... ครับ... ไปเถอะๆ...”

 

[ กึกๆๆๆๆ... ]

[ ….. ]

 

     ร่างกำยำอันใหญ่โตของ เฮแซด ก้าวผ่านพวกเขาไปอย่างเชื่องช้าท่ามกลางสายตาของทั้ง 3 ที่มองตามชายหนุ่มไปจนลับสายตาพลางขบคิดอะไรหลลายๆอย่างอยู่ว่า เฮแซด เป็นใครอยู่ในหัว ก่อนที่...

 

[ นี่... ]

[ จ๊ากกกก~!!! ]

[ ว้าย!!?!? ]

 

     โซฟี ซึ่งตั้งใจจะเดินมาทัก เรย์ ซึ่งเป็นเพื่อนเก่ากลับต้องสะดุ้งสุดตัวเมื่อ 3 หนุ่มส่งเสียงร้องอย่างตื่นตกใจออกมาอย่างพร้อมเพรียงกันก่อนที่หญิงสาวจะตวาดกลับมาว่า

 

“นี่!!! พวกนายจะแหกปากหาสวรรค์วิมานอะไรของนายเนี่ย!?!”

“อ่า... คือว่า...”

“ไม่มีอะไรหรอก... เนอะ... เนอะ?”

“ฮะๆๆๆ...”

 

     อีริค รอน และ เรย์ ตอบกลับหญิงสาวไปด้วยน้ำเสียงสั่นๆพลางหัวเราะแก้เก้อและส่งยิ้มแห้งๆกลับไปก่อนที่ เรย์ จะเอ่ยถามกับอีกฝ่ายว่า

 

“ว่าแต่... ที่เรียกพวกเรานี่มีธุระอะไรเหรอครับ...”

“อ้อ... เรื่องนั้น...”

 

     ... เมื่อเห็นว่าโอกาสที่จะชวนเพื่อนหนุ่มออกไปคุยกันเป็นการส่วนตัวล้มเหลวไปแล้ว... หญิงสาวจึงตัดสินใจเฉไฉและบอกความจริงไปว่า

 

“ชั้นก็แค่จะบอกว่าอาหารเย็นเสร็จแล้วแค่นั้นแหละ... รีบตามมาล่ะ!!!”

 

[ ฮึ!!! ]

[ ตึกๆๆๆๆ... ]

[ ….. ]

 

     หญิงสาวตอบทั้ง 3 ด้วยอารมณ์โกรธเคืองเล็กน้อยก่อนที่เธอจะกอดอกพลางสะบัดหน้าหนี เรย์ อย่างตั้งใจและเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางสีหน้าประหลาดใจของ รอน และ อีริค ที่จ้องมอง โซฟี ที่กำลังเดินจากไปสลับกับเพื่อนหนุ่มของตนด้วยความสงสัย...

 

“เพื่อน... นายกับเธอเกี่ยวข้องกันยังไงอ้ะ?”

“ก็... แค่เพื่อนที่รู้จักกันมานานน่ะครับ... ในความคิดของผมน่ะนะ”

“งั้นเธอก็คงไม่ได้คิดแบบนายแล้วละ เรย์...”

“ก็อาจจะ... นะครับ...”

“.....”

 

     เมื่อเห็นว่าชายหนุ่มไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะตอบคำถามซักเท่าไหร่ รอน และ อีริค จึงเลิกถามเซ้าซี้ไปมากกว่านั้นและแยกย้ายกันไปช่วย เฮแซด เก็บของพร้อมทั้งตรวจความเรียบร้อยของบริเวณโดยรอบก่อนที่พวกเขาจะเดินกลับไปทานอาหารร่วมกัน

 

 

…..

 

 

[ ปุดๆๆๆ... ]

[ เปรี๊ยะๆๆ... ]

[ จ๊อกกก... ]

 

     เนื้อย่าง สตูเนื้อเข้มข้น และสลัดผักเย็นๆสีสดกำลังส่งกลิ่นหอมและสีสันสดใสชวนกินให้กับสมาชิกทีม SGC ทุกๆคนซึ่งบัดนี้กำลังท้องร้องด้วยความโหยหิว...

 

     หากไม่รู้ล่วงหน้าคงไม่มีใครคาดคิดเป็นแน่... ว่าอาหารมือนี้มีส่วนประกอบหลักคือเนื้อมังกรที่ไล่ล่าพวกเขามาทั้งวี่ทั้งวันนั่นเอง ซึ่งในตอนแรกทุกๆคนก็คิดมาอยู่ว่าเนื้อของสัตว์ป่าเถื่อนแบบนั้นจะมีรสชาติยังไงแต่เมื่อได้สัมผัสกับกลิ่นอันหอมหวนนั้นแล้วทำให้ความคิดที่ว่ารสชาติของมันจะต้องแย่นั้นมลายหายไปจนหมดสิ้น...

 

[ แกร็กๆๆๆ... ]

 

     ถาดอาหารถูกแจกจ่ายให้กับทุกคนจนครบก่อนที่ทุกๆคนจะเริ่มลงมือทานอาหารอย่างรวดเร็ว

 

[ ทานละนะครับ / ค้า~♥ ]

[ งั่มๆๆๆๆ... ซู้ด~* ]

[ จั้บๆๆๆๆ... ]

 

     เป็นเพราะอาหารตรงหน้ามีกลิ่นหอมยั่วใจมาก หรือเพราะพวกเขาผ่านเรื่องราวต่างๆมามากก็ไม่ทราบ ทำให้อาหารตรงหน้าถูกสวาปามลงไปด้วยความไวสูงจน โซฟี ได้แต่จ้องมองกริยาของเพื่อนร่วมวงด้วยท่าทีหวาดๆในขณะที่ เฮแซด ยังคงทานอาหารของตนด้วยใบหน้านิ่งเฉยต่อไป...

 

[ ฮ่า.. ฮู่วๆ... ]

[ ฟู่ๆๆ... อ้า~* ]

[ อ้า~... อ้ำ… ]

[ ….. ]

 

     ในขณะที่คนอื่นๆกำลังรีบร้อนจัดการอาหารในถาดของตนนั้นเองที เรย์ บรรจงฉีกชิ้นเนื้อเป็นชิ้นเล็กๆพร้อมทั้งเป่าซุปสตูในช้อนให้หายร้อนและบรรจงป้อนอาหารเหล่านั้นให้กับ เซลิน่า อย่างรักใคร่ท่ามกลางรอยยิ้มของเพื่อนๆสมาชิกในกลุ่ม ทว่ากลับมีคนสองคนที่แสดงท่าทีผิดแผกไปจากสมาชิกคนอื่นๆนั่นก็คือ เฮแซด ที่ยังคงตีสีหน้านิ่งเฉยแม้จะยกชามสตูร้อนๆขึ้นมาซดรวดเดียวจนหมดและ โซฟี ที่กำลังส่งสายตาร้อนแรงเนื่องจากรู้สึกขัดใจอย่างบอกไม่ถูกก่อนที่เธอจะส่งเสียงกระแนะกระแหนออกมาเบาๆว่า

 

“แหม... ทานเองไม่เป็นรึยังไงกันนะถึงต้องมีคนป้อนให้เนี่ย...”

 

[ กึก... ]

[ ….. ]

 

     ชายหนุ่มชะงักมือที่กำลังบรรจงป้อนสลัดผักให้กับเด็กสาวในขณะที่สมาชิกคนอื่นๆต่างหยุดอิริยาบถของตัวเองและจ้องมองเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างเงียบเชียบก่อนที่ เรย์ จะหันไปยิ้มและตอบเพื่อนสาวของตนด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบแต่แฝงความหมายบางอย่างว่า

 

“ผม [ เต็มใจ ] ที่จะป้อนให้เธอ [ ด้วยตนเอง ] ครับ... ไม่ต้องเป็นห่วงผมหรอก...”

“.....”

 

     บรรยากาศโดยรอบตึงเครียดขึ้นมาทันตาก่อนที่ เรย์ จะเมินเฉยต่อเพื่อนสาวของตนและหันไปป้อนอาหารในมือให้กับ เซลิน่า ด้วยใบหน้าแย้มยิ้มท่ามกลางสีหน้าหนักใจของเด็กสาว

 

“เซลิน่าครับ... อ้า...”

“เอ่อ... พี่เรย์คะ... หนูกินเองก็ได้ค่ะ...”

“แต่ผมอยากป้อนให้นี่ครับ... ไม่อยากให้ผมป้อนให้เหรอ?”

“เอ่อ... อ้า...”

 

[ อ้ำ... หงุบๆๆๆ... ]

 

     เมื่อต้องเผชิญกับบรรยากาศตึงเครียดโดยรอบและสายตาอันแน่วแน่ของชายหนุ่มแล้ว เซลิน่า ซึ่งไม่มีทางเลือกมากนักจึงตัดสินใจยอมให้ชายหนุ่มป้อนสลัดผักให้กับตนแต่โดยดีเพื่อทำลายบรรยากาศตึงเครียดนี้ให้เร็วที่สุด ก่อนที่สมาชิกคนอื่นๆจะรีบหันไปจัดการกับอาหารของตนอย่างรวดเร็ว

 

[ แกร๊กๆๆๆ... ]

[ ง่ำๆๆๆ... ]

 

     การทานอาหารดำเนินไปอย่างเงียบเชียบจนกระทั่งอาหารทั้งหมดถูกจัดการจนเรียบวุธ ก่อนที่ภาชนะทั้งหมดจะถูกนำไปล้างทำความสะอาดอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งสมาชิกทุกๆคนกลับมานั่งล้อมรอบกองไฟกันจนครบจำนวนคนอีกครั้งหนึ่ง...

 

“เอาละครับ... ในวันนี้พวกเราก็ผ่านเรื่องราวต่างๆร่วมกันมามากและก็พบกับเพื่อนใหม่กันมาหลายคนอยู่... ถ้าไม่รังเกียจผมอยากแนะนำให้พวกเราทุกคนแนะนำตัวเองกันสักเล็กน้อยจะดีไหมครับ?”

 

     เมื่อ เรย์ เสนอกิจกรรมแก้เบื่อขึ้นมาเช่นนี้แล้วสมาชิกทุกๆคนจึงรีบพยักหน้าเห็นด้วยในทันที เพราะในตอนนี้ใครบางคนกำลังแผ่รังสีอำมหิตออกมาอย่างต่อเนื่องจนคนนั่งข้างๆเริ่มรู้สึกหนาวสันหลังขึ้นมาเล็กน้อยเสียแล้ว...

 

“งั้นเริ่มที่ผมเลยก็แล้วกันนะครับ... ชื่อของผมคือ เรย์ มาสเตอร์ เป็น ผู้กล้าฝึกหัด ที่กำลังฝึกฝนตัวเองจากทวีป ดีไวน์เนอร์ ครับ...”

 

     เมื่อ เรย์ กล่าวประโยคของตนจบแล้วชายหนุ่มจึงผายมือให้สมาชิกที่นั่งข้างๆลุกขึ้นมาแนะนำตัวเป็นรายต่อไปซึ่งจะทำเป็นลำดับวนตามเข็มนาฬิกาวนไปจนครบรอบนั่นเอง...

 

“ชื่อของชั้นคือ รอน.. รอน หยาง... นักล่าสมบัติอันสุดแสนจะเก่งกาจ หล่อ เท่ สมาร์ต ขวัญใจเหล่าสาวๆ ไม่มีสาวไหนที่หนีรอดเงื้อมมือชั้นไปได้ถ้าชั้นตั้งใจจะจีบ~*”

“เพราะแกถูกสาวๆเหล่านั้นกระทืบจนจมธรณีน่ะสิ...”

“แง้วซ์~!!!”

 

[ ฮ่าๆๆๆๆ~!!! ]

 

     คนตัวดีร้องเสียงหลงในทันทีที่ถูก อีริค ตัดมุขเข้าโครมใหญ่จนทุกๆคนต่างหัวเราะออกมาอย่างสุดเสียงอยู่พักหนึ่งก่อนที่ อีริค จะลุกขึ้นแนะนำตัวเป็นรายต่อไปอย่างเงียบเชียบ

 

“อีริค เรเซีย... บุตรชายจากตระกูลขุนนางแห่งทวีป รูนฟาลล์... ทวีปอันห่างไกลในดินแดนหิมะอันหนาวเหน็บ...”

“อ้าว... แกเป็นผู้หญิงไม่ใช่เรอะ อี้จัง?”

“ตูเป็นผู้ชายว้อยยยย!!!”

 

[ ฮ่าๆๆๆๆๆ!!! ]

 

     เสียงหัวเราะดังขึ้นยิ่งกว่าครั้งก่อนอย่างมากก่อนที่คนตัวเล็กจะวิ่งไล่เตะเพื่อนตัวดีไปรอบๆกองไฟท่ามกลางเสียงหัวเราะของเพื่อนๆคนอื่นๆจนกระทั่งถึงคิวแนะนำตัวของคนต่อไป...

 

“สายฟ้าสีเงิน... ซิลเบอร์ ดราท... อัศวินนายหนึ่งของอาณาจักร เซอร์ดิน”

 

     ซิลเบอร์ แนะนำตัวด้วยน้ำเสียงราบเรียบและนั่งลงในทันทีก่อนที่จะถึงคิวแนะนำตัวของ มากิเนะ  ซึ่งนั่งถัดไปจากชายหนุ่ม ( เนื่องจาก ซิลเบอร์ จงใจลุกขึ้นมานั่งข้างๆหญิงสาวด้วยเหตุผลบางประการโดยไม่ให้เธอตั้งตัวและไม่ยอมไปทั้งๆที่เธอส่งสายตาไล่อีกด้วย) ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่ต้องแนะนำตัวแล้ว มากิเนะ กลับมีท่าทีกระอักกระอ่วนเล็กน้อยๆก่อนที่เรือนผมของเธอจะค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นสีเงินและเปลี่ยนบุคลิกกลายไปเป็น มากิเอะ อย่างรวดเร็ว

 

“สวัสดีค่ะ... ชื่อของชั้นคือ ซาเกงาว่า มากิเอะ เป็นแฝดคนพี่ของ ซาเกงาว่า มากิเนะ หรือก็คือคนที่นั่งคุยกับพวกคุณอยู่จนถึงเมื่อสักครู่นี้... พวกเราต้องใช้ร่างเดียวกันเพราะถูกคำสาปของราชินีมารค่ะ... ขอฝากตัวด้วยนะคะ...”

“อธิบายเพิ่มเติม... มากิเนะ กำลังจะคบกับชั้น...”

“..... หา!!?!?”

 

     สมาชิกโดยรอบต่างชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อ ซิลเบอร์ เอ่ยเสริมขึ้นมาอย่างเงียบเชียบก่อนที่เสียงร้องอย่างตื่นตะลึงจะดึงออกมาจากปากของทุกคนพร้อมๆกับที่ มากิเนะ สลับร่างออกมาตะโกนแหวใส่ชายหนุ่มในทันที

 

“บ้าเร้อะ!!! ชั้นตกลงใจคบกับนายเมื่อไหร่กัน!?!”

“ก็... ชั้นแค่รู้สึกว่าควรจะพูดน่ะ... หรือเธอไม่อยากให้ชั้นรับผิดชอบเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเราล่ะ?”

“.....”

 

     มากิเนะ อ้าปากค้างไปในทันทีที่ชายหนุ่มพูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อตอนกลางวันก่อนที่เธอจะทรุดกายลงนั่งอย่างเงียบเชียบและไม่พูดอะไรอีกในขณะที่ รอน และ อีริค ต่างอ้าปากค้างเพราะไม่รู้ว่าเพื่อนผู้ไม่ค่อยปริปากพูดของพวกตนเอาเวลาไปทำเรื่องที่ต้อง [ รับผิดชอบ ] กับ มากิเนะ ได้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?

 

“ชะ... เชอะ!!! ถ้านายจะรับผิดชอบก็แค่ขอโทษชั้นก็พอแล้ว... ไม่ต้องมาลำบากคบกับชั้นหรอก...”

“แต่ชั้นอยากคบกับเธอนี่...”

“บ้า!!!”

 

[ กึก... ตึกๆๆๆๆ!!! ]

[ ตุบ... ]

 

     หลังจากทำการตะโกนด่าใส่หน้า ซิลเบอร์ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว มากิเนะ จึงตัดสินใจลุกหนีไปนั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับชายหนุ่มอย่างรวดเร็วและเปลี่ยนตัวกับ มากิเอะ อีกรอบหนึ่งเพราะไม่อยากอยู่เผชิญกับ ซิลเบอร์ ที่กำลังส่งรอยยิ้มกรุ้มหริ่มมาให้กับเธอก่อนที่ เฮแซด จะเป็นฝ่ายลุกขึ้นแนะนำตัวในลำดับต่อไป

 

“ชื่อเต็มของเราคือ เฮแซด เนครอส คาซาเมะ... หรือโค้ดเนม เฮแซด... เราคือมนุษย์ประดิษฐ์จากวิทยาการของโลกต่างมิติซึ่งทับซ้อนอยู่กับโลกแห่งนี้และถูกส่งมาเพื่อช่วยในภารกิจตามล่านางมาร คาเซ่อาเซ่ ในฐานะสมาชิกคนหนึ่งในทีม SGC ซึ่งนำโดย เรย์ มาสเตอร์ ผู้เดินทางมาจากอาณาจักร ดีไวน์เนอร์ และ... (ร่ายยาวต่อไปอีก 30 นาที...)”

“.....”

 

     จากที่จับใจความได้หลังจากฟังการแนะนำตัวที่ยากจะเรียบเรียงให้เข้าใจโดยง่ายซึ่งกินเวลาร่วม 30 นาทีของ  เฮแซด นั้น... ทำให้พวกเขาพอจะทราบข้อมูลคร่าวๆว่า เฮแซด คือมนุษย์ประดิษฐ์ซึ่งสร้างขึ้นมาจากวิทยาการล้ำยุคของโลกต่างมิติซึ่งในโลกทางฝั่งนั้นก็มีการก่อตั้งทีม SGC เพื่อออกตามล่านางมาร คาเซ่อาเซ่ ขึ้นมาเช่นกัน

 

     ทว่าในโลกฝั่งนั้นพวกเขาทำภารกิจไม่สำเร็จและพ่ายแพ้ให้กับราชินีมาร ทำให้มีโครงการสร้างสุดยอกมนุษย์ขึ้นเพื่อส่งไปยังยุคอดีตและแก้ไขประวัติศาสตร์อีกครั้ง แต่เพราะเหตุผิดพลาดบางประการทำให้เขาถูกส่งมายังมิติแห่งนี้แทนที่จะเป็นยุคอดีตอย่างที่ควรจะเป็นทำให้เขาตัดสินใจเข้าร่วมกับทีม SGC ของโลกฝั่งนี้เพื่อออกตามล่านางมาร คาเซ่อาเซ่ ตามภารกิจหลักนั้นเอง...

 

     แต่ทว่าเมื่อพวก เรย์ ตั้งใจจะถามเรื่องราวเกี่ยวกับประวัติของพวกเขาในโลกทางฝั่งนั้น เฮแซด กลับบอกว่าข้อมูลดังกล่าวเสียหายจากการต่อสู้ในครั้งก่อนๆทำให้เขาไม่สามารถเล่าเรื่องราวในส่วนนั้นได้พวกเขาจึงต้องตัดใจจากชายหนุ่มและกลับไปแนะนำตัวกันต่อตามเดิมซึ่ง โซฟี เป็นรายต่อไปที่จะต้องแนะนำตัว...

 

     เรย์ ได้แต่แอบหวังอยู่ลึกๆในใจว่าเพื่อนสาวของเธอจะไม่เล่าอะไรงี่เง่าๆออกไปเพื่อทำลายความสัมพันธ์ของพวกเขากับสมาชิกภายในกลุ่มหรอกนะ...

 

[ ฮิๆๆๆ... ]

[ เฮือก... ]

 

     เขาคิดไปเองรึเปล่านะว่า โซฟี จงใจหัวเราะให้กับเขา... เสียงหัวเราะที่แฝงไปด้วยจิตสังหารและรอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์นั่นนั่นเป็นสิ่งเดียวที่เขาไม่ชอบเกี่ยวกับเพื่อนสาวคนนี้เลยทีเดียว...

 

“ยินดีที่ได้รู้จักทุกๆคนจ้ะ~* ชื่อของชั้นคือ โซฟี... โซฟี ลันท์ ผู้ได้รับฉายา จ้าวแห่งกุญแจ ( Key Master ) ซึ่ง.. นาย ซิลเบอร์ คงจะคุ้นๆอยู่กับชื่อนี้อยู่สินะ~?”

“จ้าวแห่งกุญแจ... หรือว่าคุณคือผู้ผนึก [ หัวใจแห่งมาร ] ที่ชั้นใต้ดินของปราสาท!?!”

“ปิ้งป่อง~*”

 

     ซิลเบอร์ เคยได้ยินมาว่า จ้าวแห่งกุญแจ คือผู้ที่สามารถคลายหรือผนึกบานประตูใดๆก็ได้ในโลกนี้ขอเพียงประตูบานนั้นๆไม่ได้ถูกผนึกเอาไว้ด้วยมนตราแห่งชีวิตซึ่งต้องสังหารผู้ผูกมนตราเท่านั้น... และเจ้าแห่งชีวิตคนปัจจุบันก็ยังมีอายุน้อยอยู่แต่เขาคาดไม่ถึงเลยว่าคนๆนั้นจะเป็นหญิงสาวตรงหน้าแถมยังเป็นเพื่อนกับคนที่เขาติดตามอยู่อีกต่างหาก!!!

 

“เล่าต่อละน้า~* นอกจากชั้นจะเป็นผู้สืบทอดนาม จ้าวแห่งกุญแจแล้ว ชั้นยังเดินทางมาจาก อาณาจักร ดีไวน์เนอร์ ซึ่งเป็นอาณาจักรศักดิ์สิทธิ์อีกด้วย... และชั้นก็เป็นถึงเพื่อนสนิทของเจ้าชายเชียวนะ~!!!”

“โซฟี... อย่านะ...”

“.....?”

 

     เรย์ ครางออกมาอย่างแผ่วเบาพลางส่งสายตาอ้อนวอนเพื่อนสาวของตน... แต่ดูเหมือนหญิงสาวจะยังไม่รู้สึกสาแก่ใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เธอเล่าเรื่องต่อไปด้วยความเบิกบานใจว่า

 

“แล้วเจ้าชายที่ชั้นพูดถึงก็คือ~….. คนที่นั่งอยู่ตรงนี้ยังไงล่ะ!!!”

 

[ ชึบ... ]

[ พรึ่บ!!! ]

[ ….. ]

 

     โซฟี ชี้นิ้วไปยังสมาชิกคนหนึ่งที่นั่งอยู่ภายในวงสนทนาก่อนที่ทุกๆคนจะมองตามนิ้วของหญิงสาวไปและพบว่าคนที่เธอพูดถึงก็คือ เรย์ นั่นเอง...

 

“พะ... เพื่อน!?!”

“เรย์.. นายเป็น...”

“พี่เรย์ เป็น...”

“.....”

“... ครับ... ผมเป็นเจ้าชาย...”

 

     เกิดเสียงอื้ออึงในวงสนทนาอยู่ครู่หนึ่งในขณะที่ชายหนุ่มหลับตานิ่งพลางสั่นเทาด้วยความโกรธเล็กน้อยที่ โซฟี เผยความลับของตนออกมาแต่ดูเหมือนเรื่องราวทั้งหมดจะยังไม่จบอยู่เพียงแค่นั้น...

 

“อ้อใช่ๆๆ... เธอน่ะ... เด็กสาวผมสีฟ้านั่นล่ะ... ชั้นมีอะไรจะบอกล่ะ...”

“โซฟี!!!”

 

     เรย์ ตวาดใส่เพื่อนสาวของตนพลางลุกขึ้นยืนส่งสายตาโกรธเคืองให้กับเพื่อนสาวของตนเมื่อรู้ว่าเธอตั้งใจจะบอกอะไรเป็นลำดับต่อไปแต่ทว่านั่นกลับกลายเป็นการยั่วยุเพื่อนตัวดีของเธอเสียมากกว่าเพราะ โซฟี ทำการเล่าเรื่องออกมาด้วยรอยยิ้มในทันทีที่ชายหนุ่มตวาดใส่ตน......

 

“เรย์ น่ะ... ไม่ใช่หนุ่มบริสุทธิ์อย่างที่เธอคิดหรอกนะ... ตอนอยู่ที่ ดีไวน์เนอร์ น่ะเขาเคยคบกับผู้หญิงมานับไม่ถ้วน นอนกับผู้หญิงไม่ซ้ำคน แถมยงเคยนอนร่วมกับชั้นในฐานะคนรักอีกด้วยนะเอ้า!!! เป็นไง... เป็นไง~? อึ้งเลยล่ะสิใช่ม้า~?”

“.....!!!”

 

     สมาชิกภายในวงสนทนาต่างมองไปยัง เรย์ ที่กำลังสั่นเทาด้วยความโกรธเคืองที่มีต่อหญิงสาวที่เขาเคยเรียกว่าเพื่อนตรงหน้า... และไม่คาดคิดมาก่อนเลยว่าเธอจะทำร้ายเขาได้ถึงเพียงนี้...

 

“เรย์... เรื่องที่เธอพูดนั่นมัน...”

“เป็นจริงเหรอ... เพื่อน?”

“... ครับ...”

“.....!!!”

 

     ทุกๆคนต่างเผยสีหน้าตื่นตะลึงและไม่เชื่อในสิ่งที่ได้ยินนัก... ในขณะที่ โซฟี เล่าเรื่องต่อจนจบว่า

 

“นี่... เด็กน้อย... ถ้าเธอคบกับเขาเพียงเพราะว่าเขาหล่อ ใจดี และเก่งกาจแล้วละก็... พี่สาวขอแนะนำให้เธอเลิกกับเขาเสียเถอะนะ... เดี๋ยวจะเสียใจซะเปล่าๆ... เน้อ เรย์~*”

“.....”

 

     เซลิน่า จ้องมองชายหนุ่มที่กำลังสั่นเทา สลับกับหญิงสาวที่กำลังหัวเราะด้วยความเบิกบานอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่เธอจะตัดสินใจแนะนำตัวเองออกมาเป็นคนสุดท้ายว่า

 

“พี่โซฟี คะ... ขอบคุณสำหรับเรื่องที่พี่บอกเมื่อสักครู่นี้นะคะ... แล้วหนูก็ขอแนะนำตัวด้วยเลย... ชื่อของหนูคือ เซลิน่า บิลเซมเบิร์ก ซึ่งเป็นตระกูลของนักวิจัยมนตราชื่อดังและหนูก็คือทายาทที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวของตระกูล... และหนูก็ยังเป็น... คนรักคนปัจจุบันของ พี่เรย์ ด้วยค่ะ!!!”

“.....!!!”

 

     โซฟี และ เรย์ ต่างเบิกตากว้างด้วยความตกใจในทันทีเพราะพวกเขาไม่คิดว่า เซลิน่า จะมีปฏิกิริยาตอบสนองเช่นนี้... ก่อนที่เด็กสาวจะเดินเข้าไปกอดท่อนแขนของ เรย์ เอาไว้พลางส่งสายตาโกรธเคืองให้กับ โซฟี อย่างชัดเจนพลางกล่าวว่า

 

“ไม่ว่า พี่เรย์ จะเป็นใคร... และเคยคบกับใครมาก่อนก็ตาม... แต่ตอนนี้คนที่หนูรักมากที่สุดก็คือ พี่เรย์... และพี่เรย์ เองก็รักหนูเช่นกันค่ะ!!! ดังนั้นพี่ไม่ต้องห่วงว่าหนูจะเลิกกับ พี่เรย์ หรอกนะคะ!!!”

“ตะ... แต่ว่า... เขาเคยนอนกับผู้หญิงคนอื่นมาตั้งเยอะแยะนะ!!!”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ... เพราะหนูกับ พี่เรย์ เองก็เป็นหนึ่งเดียวกันแล้วเหมือนกัน!!!”

“หาาา!!?!?”

 

     ทุกๆคนต่างแผดร้องออกมาเสียงก้องพลางมองดู เซลิน่า และ เรย์ สลับกันไปๆมาๆอย่างรวดเร็วก่อนที่ เซลิน่า จะกล่าวทิ้งท้ายออกมาว่า

 

“หนูรู้สึกง่วงแล้วละค่ะ... ขอตัวไปนอนก่อนนะคะพี่ๆทุกคน... ไปกันเถอะค่ะ พี่เรย์...”

“อะ... อืม...”

 

     ชายหนุ่มปล่อยให้เด็กสาวฉุดกระชากวงแขนของตนกลับไปทางเต็นท์ที่พักและมุดเข้าไปภายในเต็นท์อย่างเงียบเชียบท่ามกลางสายตาของ โซฟี ที่กำลังสั่นเทาด้วยความโกรธเคืองเพราะเรื่องราวไม่เป็นไปตามแผนที่เธอวางเอาไว้...

 

( แสบนักนะ เซลิน่า... เธอเป็นคนแรกเลยนะที่ทำให้ชั้นรู้สึกอยากเอาชนะได้มากขนาดนี้... แล้วเราจะได้เห็นดีกันว่าใครจะแน่กว่ากัน!!! )

 

     โซฟี ได้แต่นั่งวางแผนการใหม่ภายในใจ ในขณะที่สมาชิกทุกๆคนต่างแยกย้ายกันไปพักผ่อนตามเต็นท์ที่วางเอาไว้อย่างเงียบเชียบในท้ายที่สุด...

 

     ทว่าราตรีนี้ยังอีกยาวไกลนัก... อย่าคิดว่าทุกคนจะได้นอนหลับง่ายๆเสียล่ะ...

 

 

Ep.42 อดีตที่ถูกปิดบัง...

 

Coming Soon…

 

Comment

smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เจิ่ม คนแรก โว้ย ฮ่าๆๆๆ

#1 By butler ~~** (124.121.210.57) on 2011-06-02 09:16

อ่านก่อนไปรับน้อง - -

#2 By HB_Fenghuang (202.28.66.26) on 2011-06-02 09:51

ไฟหึ่งท้วมทรวง

ลูกลุงแย่แล้ว 55555+!!!

เรย์โดนลวนลามแน่ๆ

/me Amen...

#3 By Auel Arnider (125.27.17.192) on 2011-06-02 12:27

แย่55555 กลายเป็นรัก3เศร้าแล้ว

#4 By HuManUsl3 on 2011-06-02 15:28

ลูกฉัน = =a โดยลากเป็นแฟนไปแย้ว~~

เยี่ยมลูกหลอกกินเลยลูก-0-

#5 By PsychoStatic (115.87.150.166) on 2011-06-02 16:12

เอิ่ม... เริ่มจะเป็นอย่างที่คาด - - ( รัก 3 เศร้า ??)


ตอนนี้สนุกมากเจ๊ ><" Hot! Hot! Hot!

#6 By [N]anoha on 2011-06-02 16:22

ในขณะที่คนอื่นๆกำลังรีบร้อนจัดการอาหารในถาดของตนนั้นเองที เรย์ บรรจงฉีกชิ้นเนื้อเป็นชิ้นเล็กๆพร้อมทั้งเป่าซุปสตูในช้อนให้หายร้อนและบรรจงป้อนอาหารเหล่านั้นให้กับ เซลิน่า อย่างรักใคร่ท่ามกลางรอยยิ้มของเพื่อนๆสมาชิกในกลุ่ม ทว่ากลับมีคนสองคนที่แสดงท่าทีผิดแผกไปจากสมาชิกคนอื่นๆนั่นก็คือ เฮแซด ที่ยังคงตีสีหน้านิ่งเฉยแม้จะยกชามสตูร้อนๆขึ้นมาซดรวดเดียวจนหมดและ โซฟี ที่กำลังส่งสายตาร้อนแรงเนื่องจากรู้สึกขัดใจอย่างบอกไม่ถูกก่อนที่เธอจะส่งเสียงกระแนะกระแหนออกมาเบาๆว่า



“แหม... ทานเองไม่เป็นรึยังไงกันนะถึงต้องมีคนป้อนให้เนี่ย...”

หาเรื่องตายเรอะนังหนู....

“สวัสดีค่ะ... ชื่อของชั้นคือ ซาเกงาว่า มากิเอะ เป็นแฝดคนพี่ของ ซาเกงาว่า มากิเนะ หรือก็คือคนที่นั่งคุยกับพวกคุณอยู่จนถึงเมื่อสักครู่นี้... พวกเราต้องใช้ร่างเดียวกันเพราะถูกคำสาปของราชินีมารค่ะ... ขอฝากตัวด้วยนะคะ...”

“อธิบายเพิ่มเติม... มากิเนะ กำลังจะคบกับชั้น...”

ไอลูกเวน - -*

“เรย์ น่ะ... ไม่ใช่หนุ่มบริสุทธิ์อย่างที่เธอคิดหรอกนะ... ตอนอยู่ที่ ดีไวน์เนอร์ น่ะเขาเคยคบกับผู้หญิงมานับไม่ถ้วน นอนกับผู้หญิงไม่ซ้ำคน แถมยงเคยนอนร่วมกับชั้นในฐานะคนรักอีกด้วยนะเอ้า!!! เป็นไง... เป็นไง~? อึ้งเลยล่ะสิใช่ม้า~?”

หาเรื่องตายรอบที่2เรอะนังหนู....

“พี่โซฟี คะ... ขอบคุณสำหรับเรื่องที่พี่บอกเมื่อสักครู่นี้นะคะ... แล้วหนูก็ขอแนะนำตัวด้วยเลย... ชื่อของหนูคือ เซลิน่า บิลเซมเบิร์ก ซึ่งเป็นตระกูลของนักวิจัยมนตราชื่อดังและหนูก็คือทายาทที่เหลืออยู่เพียงหนึ่งเดียวของตระกูล... และหนูก็ยังเป็น... คนรักคนปัจจุบันของ พี่เรย์ ด้วยค่ะ!!!”

“ไม่ว่า พี่เรย์ จะเป็นใคร... และเคยคบกับใครมาก่อนก็ตาม... แต่ตอนนี้คนที่หนูรักมากที่สุดก็คือ พี่เรย์... และพี่เรย์ เองก็รักหนูเช่นกันค่ะ!!! ดังนั้นพี่ไม่ต้องห่วงว่าหนูจะเลิกกับ พี่เรย์ หรอกนะคะ!!!”

WIN ไปเลยเซลีน่า

#7 By Mayz-Maiz (Silber) on 2011-06-02 16:51

อย่างเรย์อาจจะ 10 เส้ามากกว่า

/me บิน~

#8 By Auel Arnider (125.27.17.192) on 2011-06-02 17:15

ไม่นึกว่าจะมีคนแย่งเรย์เลยแฮะ -3-

#9 By ~~MILO~~ (124.122.94.128) on 2011-06-02 17:31

เรย์ เสน่ห์แรง - -

#10 By [N]anoha on 2011-06-02 18:05

เหตุใดเรย์จึงเป็นเช่นนั้น -0-

#11 By Taros (223.207.43.104) on 2011-06-02 18:06

#11 ตอนต่อไปจิเฉลย sad smile

#12 By Mayz-Maiz on 2011-06-02 18:11

พ่วงยาวเลยลูกพ่อ - - 30นาที เล่าไปถึงตอนสร้างตัวเองหรือเปล่าเนี่ย

#13 By ZTSGearMaster (58.64.88.233) on 2011-06-02 18:23

#12
ไม่ใช่ว่าเป็นการหลอกหรอกนะ- -

#14 By bassbuster (124.121.16.12) on 2011-06-02 18:34

กรรม สรุป เรย์ คาสโนว่าของแท้สินะ =_=

แล้วจะลงเอยยังไงเนี่ย น่าติดตามๆ

สนกค่าเจ๊ ส้ๆ เด้อ

#15 By KimHanil (49.228.157.221) on 2011-06-02 19:04

เจิม

#16 By Mishiro on 2011-06-02 19:57

เจิมช้าไปหน่อย ซ้อมรับน้องดึก

#17 By SaC]2iFicE-Significance on 2011-06-02 21:08

คำถามๆ = ="

จำได้ว่า เรย์ เคยอายที่เปลือยผ้าต่อหน้าเซลิน่า -0- (ตอน 18+ ) เพระาไม่เคยเปลือยผ้าต่อหน้าใครมาก่อน

แต่ก่อนหน้านนี้ เรย์ เคยนอนกะผู้หญิงมานั้กต่อนั้ก !! แล้วเรย์จะอายทำไม หรือเพราะ เป็น เซลิน่า เรย์ถึงอาย -0-??

#18 By [N]anoha on 2011-06-03 16:11

รู้แล้ว เรย์ต้องมีความจำเป็นต้องทำอย่างนั้นนี่เอง ไม่งั้นจะไม่สามารถดำรงฐานะผู้นำตระกูลมาสเตอร์ได้

/me ปลิว

#19 By Taros (223.206.191.34) on 2011-06-03 18:56