Ep.42 อดีตที่ถูกปิดบัง...
posted on 04 Jun 2011 08:18 by mayz-maiz in EpisodeEp.42 อดีตที่ถูกปิดบัง...
# Serdin Road 63… ถนน เซอร์ดิน สายที่ 63
[ เพียะ!!! ]
[ ….. ]
ภายในเต็นท์ที่พักของ เรย์ และ เซลิน่า... ฝ่ามือเรียวบางของเด็กสาวถูกฟาดเข้าใส่ใบหน้าของชายหนุ่มอย่างเงียบเชียบในขณะที่ชายหนุ่มยังคงมีสีหน้านิ่งเฉยและจ้องมองตอบเด็กสาวไปอย่างเยือกเย็น...
“พี่เรย์คะ...”
“ครับ...”
เซลิน่า เอ่ยชื่อของคนที่เธอรักออกมาอย่างเงียบเชียบก่อนที่เธอจะเอ่ยปากพูดต่อไปอย่างแผ่วเบาว่า
“รู้หรือเปล่าคะ... ว่าหนูตบพี่เรื่องอะไร...?”
“เรื่องที่ผม... ปิดบังฐานะใช่ไหมครับ?”
“ไม่ใช่แค่นั้นหรอกค่ะ...”
“.....”
บรรยากาศภายในตัวเต็นท์เริ่มเย็นยะเยือกขึ้นมาอย่างน่าประหลาดพร้อมๆกับอารมณ์ของเด็กสาวที่กำลังต่ำลงจนเกือบถึงจุดเยือกแข็งในขณะที่ เรย์ พยายามรวมรวมสติและตอบคำถามของ เซลิน่า อีกครั้งหนึ่งว่า
“เรื่องที่ผมปิดบัง... ว่าเคยมีคนอื่นมาก่อนสินะครับ...”
“ไม่ใช่แค่มีคนอื่นมาก่อน... แต่มีมานับไม่ถ้วนใช่ไหมคะ?”
“ครับ... ผมไม่ปฏิเสธ...”
“.....”
ใบหน้าของ เซลิน่า ในตอนนี้... เต็มไปด้วยความรู้สึกหลากหลายที่ผสมปนเปกันจนแยกไม่ถูก... โกรธเคือง เจ็บปวด สงสัย เศร้าโศก เสียใจ หวาดระแวง... ซึ่งเป็นใบหน้าที่ทำให้ เรย์ รู้สึกปวดร้าวจนบรรยายออกมาเป็นคำพูดไม่ถูกเลยทีเดียว...
“ผม... ขอโทษ...”
“.....”
ชายหนุ่มทำได้เพียงกล่าวขอโทษด้วยน้ำเสียงอันสั่นเทาและก้มหน้ากำมือสำนึกผิดเท่านั้น... ในขณะที่ เซลิน่า จ้องมองคนที่เธอรักด้วยแววตาเศร้าสร้อยอยู่พักหนึ่งและ...
[ หมับ... ]
[ …..? ]
มือเรียวของ เซลิน่า ค่อยๆเอื้อมมากุมมือหนาของชายหนุ่มที่เริ่มมีหยดเลือดไหลซึมออกมาอย่างแผ่วเบา ขณะที่สายตาของทั้งคู่จะเงยขึ้นสอดประสานกันและกันอย่างเชื่องช้าและตามมาด้วยประโยคบางอย่างที่ถูกกล่าวออกมาด้วยวาจาอันนุ่มนวลของเด็กสาว
“พี่เรย์คะ... หนูรักพี่... เชื่อใจพี่นะคะ...”
“.....”
“ดังนั้นหนูจึงอยากฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากของพี่เองจะได้มั้ยคะ?”
“ได้สิครับ... เพื่อคุณ... ผมยินดีเล่าให้ฟังอยู่แล้ว...”
[ หมับ... ]
เด็กสาวโผเข้าหาอ้อมกอดของชายหนุ่มอย่างแผ่วเบาในขณะที่ เรย์ ค่อยๆโอบกอดร่างของเด็กสาวอย่างเชื่องช้าเช่นกันก่อนที่เรื่องราวในอดีตของชายหนุ่มจะค่อยๆถูกเรียบเรียงออกมาเป็นถ้อยคำอย่างเชื่องช้า...
-----
# Diviner Continent 12 years ago… ทวีปดีไวน์เนอร์ 12 ปีก่อน...
[ เอี้ยดอ้าด... ๆ... ]
[ พั่บๆๆๆ... ]
เสียงเตียงสั่นไหวพร้อมๆกับเสียงเคลื่อนไหวของร่างอรชรดังขึ้นภายในห้องนอนของเด็กชายคนหนึ่งซึ่งบัดนี้กำลังถูกนวลเนื้อบดทับอยู่บนเตียงนอนอันหนานุ่ม...
[ แฮ่กๆๆ... แฮ่ก!!! ]
[ กรอดดด... ]
เด็กหนุ่มร่างกำยำกำลังนอนกุมผืนผ้าปูเตียงจนแน่นพลางกัดฟันอดทนต่อความรู้สึกแปลกประหลาดที่ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนในชีวิตในขณะที่สตรีร่างอรชรนางหนึ่งกำลังควบบั้นเอวของเธอให้บดเบียดลงบนหว่างขาของเด็กหนุ่มซึ่งบัดนี้กำลังจิกเล็บของตนลงบนท่อนแขนเรียวของสตรีนางนั้น...
[ อึก... ฮ้าาาา!!! ]
[ ฉูดดด... ]
หยาดน้ำสีขาวขุ่นถูกฉีดพ่นเข้าไปในร่างกายของหญิงสาวท่ามกลางเสียงร้องครวญครางของเงาร่างทั้งสองที่กอดกระชับร่างของกันและกันเอาไว้ในอ้อมกอดซึ่งทั้งสองคนนี้มีฐานะเป็น นายน้อยแห่งตระกูลผู้กล้า และอีกคนหนึ่งนั้นก็คือแม่นมคนสนิทผู้เลี้ยงดูเด็กหนุ่มมาตั้งแต่ยังเป็นวัยทารกนั้นเอง...
ใช่แล้ว... เด็กหนุ่มที่เพิ่งจะผ่านเวทีรักไปสดๆร้อนๆนั้นก็คือ เรย์ มาสเตอร์ ซึ่งในเวลานั้นมีอายุเพียงแค่ 7 ปีเท่านั้นเอง...
.....
ตระกูล มาสเตอร์ ที่ เรย์ ถือกำเนิดออกมานั้นเป็นตระกูลของผู้กล้าแห่งอาณาจักร ดีไวน์เนอร์ ซึ่งเคยทำสงครามต่อกรกับเผ่าพันธุ์มังกรและปีศาจเมื่อครั้งอดีตกาล...ทว่าสาเหตุที่ เรย์ มีตำแหน่งเป็นเจ้าชายนั้นเป็นเพราะพระมารดาของชายหนุ่มนั้นเป็น [ บุตรี ] เพียงคนเดียวของกษัตริย์องค์ปัจจุบันและยังเป็นมเหสีข้างกายของ รอย มาสเตอร์ ผู้นำตระกูลคนปัจจุบันหรือก็คือพ่อของ เรย์ นั่นเอง... ดังนั้นชายหนุ่มจึงมีฐานะเป็นรัชทายาทอันดับ 1 แห่งราชอาณาจักร ดีไวน์เนอร์ อีกด้วย...
นอกจากฐานะที่เด็กหนุ่มพึงเป็นอยู่รวมกับเสน่ห์เฉพาะตัวที่ผู้คนในตระกูล มาสเตอร์ พึงมี... ซึ่งสามารถทำให้ผู้คนรักและลุ่มหลงได้โดยง่ายนั้น ทำให้เด็กหนุ่มตกเป็นเป้าหมายของอิสตรีที่ลุ่มหลงในชื่อเสียงและลาภยศทั่วทั้งอาณาจักร… เพราะการได้สนิทสนมและสร้างความสัมพันธ์กับรัชทายาทอันดับ 1 จนกลายเป็นนางสนมของเขาได้นั้นหมายถึงชื่อเสียงลาภยศและทรัพย์สมบัติอันมหาศาลที่ไม่อาจประเมินค่าได้กำลังนอนรอพวกเธออยู่นั่นเอง...
ด้วยเหตุนี้ เรย์ ในวัยเด็กซึ่งยังคงใสซื่อและบริสุทธิ์และสุภาพเรียบร้อยเกินกว่าจะรู้ทันมารยาของเหล่าอิสตรีมากอายุ ดังนั้นเมื่อถูกเหล่าผู้ใหญ่หรือสตรีที่มีอายุมากกว่าล่อลวงให้ไปหาที่บ้านเพื่อหลับนอนนั้น เด็กหนุ่มจึงเดินทางไปตามคำเชื้อเชิญและตกเป็นเหยื่ออันโอชะของพวกเธอเหล่านั้นอย่างง่ายดาย...
ด้วยเหตุนี้เด็กหนุ่มจึงมีนางสนมในครอบครองถึง 14 คนด้วยวัยเพียง 10 ปีเท่านั้น... ซึ่งเรื่องราวเหล่านั้นสร้างความหนักใจให้กับ รอย มาสเตอร์ ผู้เป็นพ่อของ เรย์ อย่างยิ่งยวด... เพราะเขาเป็นผู้ที่เลี้ยงดูบุตรของตนด้วยวิธีปกติทั่วไปอย่างที่ตระกูลของตนพึงทำ มิได้เลี้ยงดูแบบผู้มีสายเลือดขัตติยะอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งนั่นส่งผลให้เขาไม่อาจทนเห็นลูกของตนตกเป็นเหยื่อของเหล่าสตรีผู้กระหายอำนาจได้อีกต่อไปและเริ่มฝึกสอนเรื่องราวเกี่ยวกับโลกภายนอกเพื่อให้ เรย์ รู้ทันมารยาหญิงและรู้จักป้องกันตนเองให้มากขึ้น...
แต่แล้ว... ด้วยความกระหายในอำนาจอันไร้ที่สิ้นสุด... เมื่อไม่สามารถใช้มารยาหญิงได้อีกเนื่องจากเด็กหนุ่มรู้ทันพวกตนเสียแล้ว ตัวยาชนิดต่างๆจึงถูกงัดออกมาใช้แทนการใช้มารยาเช่นเดิม... ยานอนหลับ ยาสลบ ยาปลุกเซ็กส์ ยาเสน่ห์... ดังนั้นเด็กหนุ่มจึงตกเป็นเหยื่อของเหล่าอิสตรีอีกครั้งหนึ่งจนได้...
เมื่อต้องเผชิญหน้ากับตัวยาเหล่านี้เป็นเวลานาน ทำให้ร่างกายของเด็กหนุ่มเกิดภูมิคุ้มกันกับตัวยาเหล่านี้ขึ้นมาจนไม่สามารถใช้ตัวยาประเภทนี้กับ เรย์ ได้อีกต่อไปทว่าในตอนนั้นเด็กหนุ่มก็มีอายุได้ถึง 13 ปีและมีนางสนมในครอบครองถึง 32 คนเสียแล้ว...
ถึงกระนั้นแล้ว... ด้วยความกระหายในอำนาจและลาภยศทำให้วิธีการใหม่ๆถูกคิดค้นขึ้นมาอย่างไร้ที่สิ้นสุดเมื่อเด็กหนุ่มเติบโตขึ้นมาเป็นชายหนุ่มรูปงามซ้ำยังมีนิสัยอันอ่อนโยนจนพวกนางมิอาจห้ามใจและนั่นคือจุดเริ่มต้นของการนำ [ เวทมนตร์คาถา ] เข้ามาร่วมในการพิชิตร่างกายของเด็กหนุ่ม...
เนื่องด้วยการใช้เวทมนตร์นั้นมีวิธีการให้เลือกใช้มากกว่าการใช้ตัวยาหรือมารยามากนักไม่ว่าจะเป็นการใช้จูบแบบเดียวกับที่ แองเจลิน่า ทำ... การจับมือกันเป็นระยะเวลาหนึ่ง... การจ้องตากันเล็กน้อย... และอีกสารพัดวิธีที่ทำให้เด็กหนุ่มเพิ่มจำนวนนางสนมของตนขึ้นอย่างรวดเร็ว...
และแล้ววันที่ชายหนุ่มจะหลุดพ้นจากชะตากรรมอันน่าเศร้าเหล่านี้ก็ได้มาถึงเมื่อราชินีมาร คาเซ่อาเซ่ ได้ยกกองทัพของนางมาเพื่อทำสงครามกับอาณาจักร ดีไวน์เนอร์ ทำให้ชายหนุ่มตัดสินใจแอบหนีไปเข้าร่วมสงครามด้วยวัยเพียง 15 ปีซึ่งในตอนนั้นชายหนุ่มได้มีนางสนมในครบครองครบ 50 คนพอดิบพอดี...
และในสงครามนั้นเองที่ชายหนุ่มได้พบกับเพื่อนร่วมรบผู้จะเปลี่ยนโชคชะตาของเขาไปตลอดกาลจำนวน 2 คนด้วยกันซึ่งคนทั้ง 2 นั้นได้แก่ โซฟี ลันท์ และ ไลท์&ดาร์ค ดูอัล ซึ่งเป็นเพื่อนที่เขาให้ความไว้วางใจมากที่สุดเนื่องจากอายุและนิสัยที่ใกล้เคียงกันรวมไปถึงความต้องการเข้าร่วมรบด้วยตนเองนั่นเอง...
ทั้ง 3 ต่างร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันและกันจนกระทั่งสงครามกับราชินีมารสิ้นสุดลงก่อนที่ ดูอัล จะขอแยกย้ายไปตามหาเส้นทางที่ตนควรก้าวเดินในฐานะนักรบผู้กระหายในการต่อสู้ในขณะที่ โซฟี กลายเป็นเพื่อนสนิทกับ เรย์ และอาศัยอยู่กับชายหนุ่มนับแต่นั้นเป็นต้นมา... ทำให้หญิงสาวกลายเป็นเพื่อนสนิทเพียงหนึ่งเดียวที่คอยอยู่เคียงข้างและช่วยเหลือปัญหาต่างๆของชายหนุ่ม ทั้งเรื่องการรบและการถูกเหล่าอิสตรีตามล่าอีกด้วย…
เพราะนอกจากเธอจะเป็นหญิงสาวที่มีความสามารถในการต่อสู้สูงแล้วเธอยังมีรูปร่างหน้าตาที่งดงามอีกด้วย ดังนั้นเหล่าสตรีผู้กระหายในอำนาจจึงไม่กล้าเข้ามาหาเรื่องกับเธอมากนักทำให้ชีวิตของ เรย์ เต็มไปด้วยความสงบสุขนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ทว่าในวันหนึ่งเมื่อหลายเดือนก่อนนั้นเองที่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ได้แล่นเข้ามาในชีวิตของทั้งคู่เมื่อจดหมายจาก เซอร์ดิน ฉบับหนึ่งถูกส่งมายังปราสาทของตระกูล มาสเตอร์...
เนื้อความภายในจดหมายนั้นก็คือการตามหาผู้คนที่เคยผ่านการสู้รับกับราชินีมารเพื่อออกตามล่านางอีกครั้งหนึ่งซึ่งตัวจดหมายนั้นได้จ่าหน้าถึง เรย์ ผู้เคยปะทะกับราชินีมาร คาเซ่อาเซ่ ในสงครามครั้งก่อนอย่างชัดเจน... แน่นอนว่าชายหนุ่มตอบตกลงแทบจะในทันทีเพราะเขามีความแค้นบางอย่างที่จะต้องสะสางกับราชินีมารทว่า โซฟี กลับไม่เห็นด้วยและต้องการให้ชายหนุ่มตอบปฏิเสธคำเชิญชวนนั้นจนทั้งคู่เกิดมีปากเสียงกันครั้งใหญ่…
และแล้วหญิงสาวก็พลั้งสารภาพความในใจออกมาว่าเธอตกหลุมรักชายหนุ่มตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบและไม่ต้องการให้เขาไปต่อสู้ในสงครามที่อันตรายเช่นนั้นเพราะแม้พวกเธอจะสามารถเอาชนะได้ในสงครามครั้งก่อนทว่ากองทัพอันเกรียงไกรของ ดีไวน์เนอร์ ก็ต้องถูกทำลายลงไปกว่าครึ่งรวมไปถึงความพ่ายแพ้ของ รอย มาสเตอร์ บิดาของ เรย์ ผู้ซึ่งเกือบจะถูกราชินีมารสังหารลงในระหว่างการรบนั้นเอง...
ทว่าหลังจากที่ โซฟี สารภาพความในใจของเธอออกไปแล้ว... ความสัมพันธ์ของพวกเธอก็ยิ่งเลวร้ายลงเรื่อยๆ... จากการอยู่ใกล้ชิดกันตลอดเวลาเริ่มไกลห่าง... คำพูดที่เคยพูดกันอย่างสนิทสนมกลับห่างเหิน... จนกระทั่งความเป็นเพื่อนสนิทเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นเพียงคนรู้จักไปในที่สุด...
จนกระทั่งในที่สุด... โซฟี ไม่อาจทนต่อความห่างเหินที่เกิดขึ้นได้ไหวและใช้ร่างกายของตนเข้าแลกเพื่อต้องการให้ชายหนุ่มเปลี่ยนใจและอยู่ข้างกายเธอต่อไป... เพราะเธอไม่อาจทนเห็นคนที่เธอรักต้องออกไปรบกับราชินีมารและตายจากเธอไปอย่างที่เธอกลัวได้...
ทว่านั่นกลับเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดของเธอเพราะนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชายหนุ่มได้ตัดขาดการติดต่อกับเธอในทุกๆทาง... กระทั่งการพบหน้าหรือเห็นกันและกันก็ไม่เคยเกิดขึ้นอีกเลยนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์นั้นขึ้นจนกระทั่งถึงวันที่ชายหนุ่มออกเดินทางมายังทวีป เบอร์มีเซีย นั้นเองที่ชายหนุ่มได้มีโอกาสเห็นหน้าหญิงสาวเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อเรือของเขาแล่นออกจากท่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...
ใบหน้าที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำตาของเธอซึ่งนั่งร้องไห้อยู่บริเวณริมท่าเรือนั้นยังคงตราตรึงอยู่ภายในใจของชายหนุ่มมาจนถึงทุกวันนี้เพราะแม้ในตอนนี้ชายหนุ่มก็ยังคงเห็นเธอเป็นคนสำคัญที่เขาไม่อยากจะสูญเสียไปแม้แต่น้อย เพราะเขาเองก็เศร้าโศกไม่แพ้กันที่ต้องจากเธอไป...
กระทั่งในเวลานี้เองชายหนุ่มก็ยังคงค้นหาคำตอบให้กับตัวเอง... ว่าสิ่งที่เขาทำลงไปนั้นทำไปเพื่ออะไรกันแน่... เพื่อสนองความต้องการในการล้างแค้นราชินีมารของตน? เพื่อปกป้องตัวเองจากอดีตอันเจ็บปวด... หรือเพื่อปกป้องเธออันเป็นที่รัก ผู้ที่เขาไม่อยากสูญเสียไปมากกว่าสิ่งใดกันแน่นะ...
-----
บรรยากาศภายในตัวเต็นท์เงียบสงบลงอีกครั้งหนึ่งเมื่อชายหนุ่มเล่าเรื่องราวในอดีตของตนจนจบท่ามกลางใบหน้าอันโศกเศร้าของ เซลิน่า ที่รู้สึกเจ็บปวดกับอดีตของชายหนุ่มในขณะที่ เรย์ ยังดงก้มหน้านิ่งราวกับกำลังนึกภาพความหลังอันเจ็บปวดอยู่ก็มิปาน...
“... ไม่แน่นะครับ... ผมอาจจะเกรงกลัวความรู้สึกที่เรียกว่า [ รัก ] ก็เป็นได้... เพราะแม้ในตอนนี้เองผมก็ยังไม่สามารถค้นหาคำตอบให้กับตัวเองได้ว่าความรู้สึกที่เรียกว่ารักนั้นมันเป็นยังไงกันแน่...”
“.....”
ชายหนุ่มกุมมือของเด็กสาวจนแน่นพลางสั่นเทาด้วยความหวาดกลัวเมื่อภาพความทรงจำในครั้งอดีตตามมาหลอกหลอนเขาอีกครั้งหนึ่ง... ก่อนที่ เซลิน่า จะแกะมือของชายหนุ่มออกอย่างเชื่องช้าพลางเดินเข้าไปประชิดร่างของชายหนุ่มอย่างแผ่วเบา...
“... เซลิน่า...?”
“.....”
[ หมับ... ]
[ ….. ]
ใบหน้าของ เรย์ ถูกวงแขนของเด็กสาวโน้มลงไปซบกับเนินอกของเธออย่างแผ่วเบาก่อนที่มือของ เซลิน่า จะลูบไล้ไปบนศีรษะและแผ่นหลังของชายหนุ่มอย่างแผ่วเบาพลางเอ่ยคำพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยนว่า
“พี่เรย์คะ... หนูคิดว่าหนูพอจะอธิบายเกี่ยวกับความรักให้พี่ฟังได้นะคะ...”
“ครับ...”
ชายหนุ่มยังคงนิ่งเงียบและปล่อยให้เด็กสาวลูบศีรษะของเขาต่อไปอย่างแผ่วเบาก่อนที่ เซลิน่า จะเริ่มถามคำถามออกมาอย่างเชื่องช้าว่า
“พี่เรย์... เวลาที่พี่อยู่กับหนู... พูดคุยและหัวเราะด้วยกัน... พี่มีความสุขหรือเปล่าคะ?”
“ครับ...”
“เวลาที่พี่ยิ้มและหัวเราะให้กับหนูนั้น... พี่ทำลงไปเพราะพี่ต้องการจะทำหรือเป็นเพราะความเคยชินจากครั้งอดีตคะ...”
“.....”
ชายหนุ่มครุ่นคิดอยู่เพียงครู่หนึ่งก่อนที่เขาจะได้คำตอบในเวลาอันสั้น...
“เวลาที่ผมหัวเราะให้กับคุณนั้น... ผมมีความสุขมาก... มันต่างกับเวลาทีผมหัวเราะเพราะเสแสร้งเมื่อครั้งยังอยู่ที่อาณาจักร ดีไวน์เนอร์ มากนัก... ผมมีความสุขที่มีคุณอยู่เคียงข้างครับ เซลิน่า...”
“.....”
ทั้งคู่ต่างเผยรอยยิ้มให้แก่กันและกันก่อนที่เด็กสาวจะให้คำตอบแก่ชายหนุ่มว่า
“ถ้าพี่รู้สึกมีความสุขในขณะที่มีใครสักคนอยู่เคียงข้าง... ใครบางคนที่ทำให้พี่ยิ้มและหัวเราะได้... ใครบางคนที่พี่ไม่อยากเสียเธอไป... นั่นแหละค่ะคือความรู้สึกที่เรียกว่ารัก เพราะหนูเองก็รักพี่เหมือนกันค่ะ...”
“เซลิน่า...”
[ หมับ... ]
ชายหนุ่มกอดตอบเด็กสาวอย่างแผ่วเบาพลางซบหน้าลงกับเนินอกนั้นและปล่อยให้เด็กสาวลูบไล้เรือนผมของเธอต่อไปอย่างเชื่องช้าอยู่พักหนึ่ง... จนกระทั่ง...
“พี่เรย์คะ...”
“ครับ?”
เซลิน่า เอ่ยชื่อของชายหนุ่มออกมาพลางข้อนคางของอีกฝ่ายขึ้นมาสบตากับตนอย่างเชื่องช้า ก่อนที่เด็กสาวจะเอ่ยประโยคบางอย่างออกมาอย่างแผ่วเบาว่า
“พรุ่งนี้เช้า... หนูอยากให้พี่ไปขอโทษ พี่โซฟี เขาน่ะค่ะ...”
“... เพราะอะไรเหรอครับ?”
เรย์ เอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงแปลกใจเล็กน้อยเพราะชายหนุ่มไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาจึงต้องทำเช่นนั้น... ก่อนที่ เซลิน่า จะเอ่ยตอบชายหนุ่มกลับมาว่า
“เพราะว่า... พี่โซฟี เองก็รัก พี่เรย์ ไม่ต่างจากหนู... ดังนั้นพี่เขาคงเสียใจมากที่พี่จากมาโดยไม่ยอมบอกลาเธอแบบนี้... ดังนั้นหนูจึงอยากให้ พี่เรย์ ไปปรับความเข้าใจกับ พี่โซฟี ให้เรียบร้อย... ได้ไหมคะ...?”
“.....”
ชายหนุ่มทำสีหน้าครุ่นคิดท่ามกลางสายตาคาดคั้นของเด็กสาวอยู่ได้เพียงชั่วครู่ ก่อนที่เขาจะเผยรอยยิ้มบางๆออกมาพลางถอนหายใจอย่างแผ่วเบาและส่งรอยยิ้มอันอบอุ่นให้กับเด็กสาวในอ้อมกอดพลางตอบว่า
“ได้สิครับ... พรุ่งนี้เช้าผมจะไปปรับความเข้าใจกับเธอเองครับ...”
“คิกๆๆ... หนูชอบเพราะพี่เป็นคนอ่อนโยนแบบนี้แหละค่ะ...”
“แหม... แบบนี้ต้องขอรางวัลซะหน่อยแล้วละมั้งครับ?”
“ว้ายๆๆ~!!!”
[ ตุบๆ... ]
ชายหนุ่มกดร่างของเด็กสาวลงกับพื้นพลางซุกไซ้ไปตามพวงแก้มและซอกคอของเธออย่างรวดเร็วท่ามกลางเสียงหัวเราะอย่างมีความสุขของทั้งคู่ก่อนที่บทเพลงรักจะถูกบรรเลงขึ้นอย่างแผ่วเบาและเงียบเชียบภายในตัวเต็นท์นั้นเอง...
.....
[ พรึ่บๆๆ... ]
[ เปรี๊ยะๆ... ]
กิ่งไม้สีแดงฉานส่งเสียงปะทุอยู่ภายในเปลวไฟที่ถูกก่อขึ้นเพื่อสร้างแสงสว่างและให้ความอบอุ่นแก่สมาชิกที่กำลังเฝ้ายามอยู่ในตอนนี้จำนวน 2 คน... ซึ่งสมาชิกทั้งสองนั้นก็คือ อีริค และ โซฟี นั่นเอง...
[ ฮืมๆๆ... ลัลล้า~* ]
[ ….. ]
เสียงฮัมเพลงในลำคออย่างเบิกบานดังออกมาจากลำคอของหญิงสาวอยู่เป็นระยะๆ ในขณะที่ชายหนุ่มเติมท่อนฟืนเข้าไปภายในกองไฟและรินน้ำชาลงในถ้วยของตน พลางนึกสงสัยว่ามีเรื่องอะไรให้น่าดีใจจนต้องร้องเพลงในลำคอเช่นนี้ด้วยหรือ...?
[ กึกๆ... ]
[ เอ้า... ]
[ ลาล้า~... หืม? ]
ถ้วยน้ำชาหอมกรุ่นถูกยื่นส่งให้กับหญิงสาวที่กำลังมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อยก่อนที่ โซฟี จะรับถ้วยน้ำชานั้นไปถือด้วยความงุนงง...
“ดื่มซะ... อากาศตอนกลางคืนมันหนาวนะ...”
“อ่า... อื้ม!!! ขอบใจจ้า~*”
“.....”
หญิงสาวรับคำเสียงใสพลางยกถ้วยน้ำชาในมือขึ้นจิบอย่างเบิกบานในขณะที่ อีริค จ้องมองอากัปกริยาทุกอย่างของหญิงสาวพลางขบคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจก่อนที่ชายหนุ่มจะตัดสินใจถามออกไปว่า
“เธอมีความสุขเหรอที่ได้ยั่ว เรย์ กับ เซลิน่า น่ะ?”
[ กึก... ]
หญิงสาวเกิดอาการชะงักไปครู่หนึ่งก่อนที่เธอจะกลับมายิ้มแย้มสดใสพลางเอ่ยตอบ อีริค กลับไปว่า
“แหม... พูดเรื่องอะไรกันจ้ะ? ไม่มีอะไรสักหน่อยนี่น้า~*”
“เลิกเสแสร้งแล้วหันมาคุยกันดีๆดีดว่านะ... ชั้นขอเตือน...”
“.....”
เมื่อเห็นว่าชายร่างเล็กตรงหน้าไม่ตกหลุมพรางของเธอโดยง่ายแล้วหญิงสาวจึงเลิกเล่นละครพลางหันมาพูดคุยกับ อีริค ด้วยสีหน้าจริงจังว่า
“แล้ว... ถ้าชั้นจงใจหาเรื่อง 2 คนนั้นจริงๆขึ้นมา... แล้วเธอจะมีปัญหาอะไรรึเปล่าละหืม?”
“มีอยู่แล้ว... ทั้ง 2 คนเป็นเพื่อนคนสำคัญของชั้น... ดังนั้นถ้าเธอคิดจะทำลายความสัมพันธ์ของพวกเขาแล้วละก็...”
[ กริ๊ก... ]
[ ….. ]
ด้ามกริชข้างกายถูกกระชับแน่นท่ามกลางความเงียบของยามราตรีและเสียงใบไม้พลิ้วไหวจากสายลมยามราตรีก่อนที่ โซฟี จะยิ้มกว้างให้กับชายหนุ่มพลางเอ่ยคำพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเบิกบานว่า
“ไม่ต้องเครียดมากถึงขนาดนั้นก็ได้น่า... ชั้นไม่คิดจะทำร้ายเพื่อนของตัวเองหรอกนะถึงเขาจะเคยทำร้ายชั้นจนบอบช้ำไม่น้อยก็ตามที... ชั้นแค่ดีใจที่เห็นว่า เรย์ ยังสบายดีก็เท่านั้นแหละ...”
“ …..”
[ กึก... ]
มือเรียวของ อีริค ถูกลดลงไปไว้ข้างกายอีกครั้งหนึ่งก่อนที่หญิงสาวจะเอ่ยชมน้ำชาของเขาพร้อมรอยยิ้มว่า
“น้ำชาของนายรสดีมากเลยละ~*”
“อ่า... ขอบใจที่ชม...”
บรรยากาศตึงเครียดค่อยๆก่อตัวขึ้นระหว่างทั้งคู่อย่างเงียบเชียบในขณะที่ อีริค ยังคงครุ่นคิดอะไรบางอย่างอยู่ภายในหัวเมื่อเห็นรอยยิ้มที่แฝงเอาไว้ด้วยความเศร้าของหญิงสาวตรงหน้า
“จะรังเกียจมั้ยถ้าชั้นอยากถามอดีตระหว่างเธอกับ เรย์... ว่าระหว่างพวกเธอเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”
“.....”
หญิงสาวมีสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อยที่ชายร่างเล็กตรงหน้าเธอสนใจเรื่องราวในอดีตของตนด้วย... โซฟี จึงทำสีหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจน อีริค ตั้งใจจะล้มเลิกข้อเสนอของตนเพราะคิดว่าหญิงสาวคงหนักใจทว่าหญิงสาวกลับหันมาส่งยิ้มให้เขาพลางตอบตกลงออกมาในที่สุดว่า
“เพื่อตอบแทนเรื่องน้ำชา... ถ้านายไม่รังเกียจการฟังนิทานก่อนนอนละก็ชั้นก็ยินดีจะเล่าให้ฟังนะ”
“จัดมาเลย... ชั้นไม่ได้ฟังนิทานก่อนนอนมาเกือบ 10 ปีแล้วละ”
“คิกๆๆ...”
[ จ๊อกกก... ]
ทั้งคู่ต่างยิ้มให้กันและกันอยู่พักหนึ่งก่อนที่หยดน้ำชาสีสวยจะถูกรินเติมลงในถ้วยน้ำชาของทั้งคู่อย่างรวดเร็วพร้อมๆกับที่เรื่องราวภายในอดีตของหญิงสาวจะถูกเรียบเรียงออกมาเป็นคำพูดอย่างเชื่องช้า...
-----
# 5 Years ago… 5 ปีก่อน...
[ ซ่า... ๆ... ]
น้ำทะเลสีครามสาดซัดเข้าหาหาดทรายสีขาวของทวีป ดีไวน์เนอร์ อย่างแผ่วเบาในขณะที่บนหาดทรายมีการเคลื่อนไหวอะไรบางอย่าง...
[ หงึกๆๆ... ]
[ อุ... อืมมม? ]
เด็กสาวหน้าตาสะสวยภายใต้เรือนผมสีแดงค่อยๆยันกายลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้าพลางสังเกตบรรยากาศโดยรอบ ก่อนที่เธอจะพบว่าตอนนี้เธอได้มาอยู่ในสถานที่อันไม่คุ้นตาเสียแล้ว...
“ที่นี่คือที่ไหน? แล้วชั้น... เป็นใครกัน?”
ดูเหมือนว่าเด็กสาวจะเป็นนักเดินทางจากอีกฟากของโพ้นทะเลและคงประสบกับอุบัติเหตุระหว่างการเดินทางจนสูญเสียความทรงจำและถูกสายน้ำซัดมาเกยตื้นอยู่บนชายหาดแห่งนี้... ซึ่งนั่นทำให้เธอรู้สึกหวาดกลัวอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว...
[ กริ๊งๆ... ]
[ …..? ]
เสียงโลหะกระทบกันอย่างแผ่วเบาดังขึ้นมาจากข้างเอวของเธออย่างแผ่วเบาก่อนที่หญิงสาวจะสังเกตเห็นว่าข้างเอวของเธอห้อยพวงกุญแจหลากหลายรูปทรงเอาไว้และเสียงดังกล่าวดังมาจากกำไลข้อมือของเธอที่กระทบเข้ากับพวงกุญแจเหล่านี้นี่เอง... จากนั้นหญิงสาวจึงสังเกตเห็นอักษรเล็กๆที่ถูกสลักอยู่บนกำไลข้อมือนั้นก่อนที่เธอจะรีบยกมันขึ้นมาดูอย่างรวดเร็ว
“[ โซฟี ลันท์ ] … นี่คือชื่อของเราอย่างนั้นเหรอ?”
... เมื่อไม่มีข้อมูลอื่นนอกจากชื่อของเธอที่ถูกพบบนกำไลข้อมือแล้ว หญิงสาวจึงตัดสินใจออกเดินทางเพื่อค้นหาตัวเองก่อนที่เธอจะได้รับความทรงจำคืนมาทีละน้อยๆระหว่างการเดินทางนั้นเอง...
ในอดีต เธอเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกซัดไปเกยตื้นอยู่บนเกาะกลางทะเลแห่งหนึ่งและถูกเด็กๆบนเกาะช่วยชีวิตเอาไว้ก่อนที่เธอจะตั้งความฝันไว้ว่าซักวันหนึ่งเธอต้องตามหาพ่อและแม่ที่แท้จริงของเธอให้พบ จนกระทั่งเธอได้สร้างแพและออกเดินทางล่องมหาสมุทรออกมาได้ในที่สุด
ทว่าในระหว่างเดินทางนั้นเองที่แพของเธอถูกจู่โจมจากสัตว์อสูรภายในทะเลจนเกิดการต่อสู้ขึ้นและทำให้แพของเธออับปางลงกลางมหาสมุทรในที่สุด จนกระทั่งกระแสน้ำได้พัดเธอเข้าหาฝั่งและมาเกยตื้นอยู่บนทวีป ดีไวน์เนอร์ แห่งนี้ในที่สุด...
นอกจากนั้นเธอยังนึกออกอีกว่าเธอมีพรสวรรค์ในการแกะสลักและสร้างกุญแจขึ้น เนื่องจากเธอคือผู้สืบทอดนาม จ้าวแห่งกุญแจ ซึ่งเป็นผู้ถือครอง ดาบกุญแจ (Key Blade) อาวุธอันทรงพลานุภาพที่จะไม่มีวันถูกทำลายหากหัวใจของเธอยังไม่แตกสลาย ด้วยเหตุนี้หญิงสาวจึงเปิดร้านแกะสลักกุญแจขึ้นภายในตัวเมืองโดยรับงานสร้างกุญแจเป็นหลักและรับจ้างต่อสู้กับสัตว์อสูรเป็นงานรอง
จนกระทั่งวันหนึ่ง... อาณาจักร ดีไวน์เนอร์ ได้ถูกรุกรานจากราชินีมาร คาเซ่อาเซ่ จนเกิดการก่อตั้งกองทัพพันธมิตรของเมืองต่างๆภายในอาณาจักรขึ้นเพื่อต่อต้านการรุกรานของนางมาร คาเซ่ หญิงสาวจึงตัดสินใจเข้าร่วมรบในสงครามครั้งนั้นด้วยตนเอง เพราะเธอมีความรู้สึกว่าสงครามครั้งนี้จะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่หลวงในชีวิตของเธอนั่นเอง...
.....
วันนั้นเป็นวันที่หยาดฝนพรำลงมาจากท้องฟ้า และเป็นวันที่กองทัพประจำเมืองของเธอเคลื่อนทัพเพื่อไปรวมตัวกับกองทัพหลวงซึ่งตั้งทัพอยู่ในเมืองถัดไปซึ่งในระหว่างจัดทัพนั้น หญิงสาวซึ่งไม่ได้สังกัดอยู่กับกองทัพหลังจึงตัดสินใจเข้าไปเดินเล่นภายในป่าจนกระทั่งพบกับชายหนุ่มสองคนซึ่งกำลังยืนโต้เถียงอะไรบางอย่างกันอยู่ก่อนที่เธอจะรีบตรงเข้าไปทักทายพวกเขาอย่างเป็นมิตรในทันทีเนื่องจากการคาดคะเนด้วยสายตาแล้วอายุของพวกเธอคงไม่ต่างกันมากนัก...
ในตอนแรกชายหนุ่มทั้ง 2 มีท่าทีหวาดระแวงอยู่ไม่น้อยจนกระทั่งหญิงสาวจะแนะนำตัวเองพลางถามว่าพวกเขาเป็นใครและสังกัดอยู่กองทัพไหนนั้นเอง ทำให้ชายหนุ่มทั้ง 2 รู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นและเริ่มแนะนำตนเองว่าพวกเขาชื่อ เรย์ มาสเตอร์ และ ไลท์&ดาร์ค ดูอัล ซึ่งไม่มีกองทัพที่สังกัดอยู่เช่นกัน... ทำให้ทั้ง 3 สนิทสนมกันได้อย่างรวดเร็วในระยะเวลาเพียงไม่กี่วัน
ทว่ายังไม่ทันที่ทั้ง 3 จะได้ทำความรู้จักกันมากนักสงครามที่รอคอยก็มาถึงอย่างรวดเร็วเมื่อ กาโดเซน (Gardosen) สมุนมือขวาและแม่ทัพคนสนิทของราชินีมารได้ทำการยกพลขึ้นบกที่ชายฝั่งใกล้ๆกับสถานที่ตั้งกองทัพของพวกเขา ทำให้ทั้ง 3 ต้องเข้าร่วมในการรบโดยไม่มีเวลาตั้งตัวจนกองทัพผสมของพวกเขาไม่อาจต้านทานได้ไหวและทำท่าว่าจะถูกตีแตกนั้นเองที่ เทพีวาลคิวรี่ ปรากฏกายขึ้นมาบนฟากฟ้าและทลายกองทัพของ กาโดเซน จนแตกพ่ายกลับไปในที่สุด
ซึ่งในตอนนั้นเองที่ตัวจริงของ เรย์ ถูกเปิดเผยจากคำบอกเล่าของผู้คนในกองทัพว่าเขาคือเจ้าชายรัชทายาทที่แอบหนีมาเข้าร่วมในการรบครั้งนี้นั้นเอง…
หลังจากหมดสติไปนานถึง 1 สัปดาห์... ในที่สุด เรย์ ก็ฟื้นคืนสติขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งพร้อมกับถูก โซฟี เทศน์ไปชุดใหญ่เรื่องการทำอะไรฝืนตัวเกินเหตุก่อนที่เธอและ ดูอัล จะบอกแก่เขาว่าหากครั้งหน้าเกิดเรื่องแบบนี้อีกให้เชื่อใจพวกเขาและร่วมต่อสู้ไปด้วยกันจะดีกว่าไหม? ทำให้ทั้ง 3 สามารถหัวเราะร่วมกันได้อีกครั้งหนึ่ง...
ในเวลาต่อมา รอย มาสเตอร์ บิดาของ เรย์ ได้เดินทางมายังแนวหน้าด้วยตนเองและด่าว่าชายหนุ่มไปชุดใหญ่ที่หนีออกจากบ้านมาโดยไม่ยอมบอกกล่าวพลางแนะนำให้ เรย์ และเพื่อนๆเข้าร่วมรบภายในกองทัพของเขาเองเพื่อความปลอดภัยของทุกๆคนเพราะกองทัพของตระกูล มาสเตอร์ นั้นมีความสามารถในการรบสูงที่สุดจากกองทัพทั้งหมดทำให้ชายหนุ่มตอบตกลงในทันที...
การสู้รบดำเนินต่อเนื่องยาวนานถึง 4 เดือนจนกระทั่งในการรบตัดสินครั้งสุดท้ายนั้น รอย มาสเตอร์ พลาดท่าและเกือบถูกราชินีมารสังหารลงได้ในขณะที่ เรย์ ยื่นมือเข้าช่วยเหลือพ่อของตนได้อย่างทันท่วงทีและต่อสู้ตัดสินกับราชินีมารด้วยตนเอง จนกระทั่งชัยชนะตกเป็นของกองทัพผสมแห่งอาณาจักร ดีไวน์เนอร์ ในท้ายที่สุด...
ภายหลังสงครามสงบ ดูอัล ได้ขอแยกย้ายออกไปตามหาสงครามครั้งใหม่เพื่อสนองความกระหายในการต่อสู้ของตน ในขณะที่ เรย์ ชักชวนให้หญิงสาวเข้ามาทำงานในวังในฐานะองครักษ์คนสนิทเพื่อที่พวกเขาจะได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา ซึ่งนั่นทำให้หญิงสาวรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากเพราะชายหนุ่มเป็นเพื่อนเพียงคนเดียวที่เธอเหลืออยู่ในตอนนี้...
หลังจากนั้นเป็นต้นมาความสัมพันธ์ของพวกเขาก็พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็วจนเธอตกหลุมรักชายหนุ่มตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ... เธอรู้เพียงแค่ว่าหากเธอมีชายหนุ่มอยู่เคียงข้างแล้วละก็... ทั้งเรื่องราวในอดีตรวมไปถึงตัวตนของเธอก็คงไม่มีความหมายอีกต่อไป...
ทว่าการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็มาถึง... เมื่อจดหมายจาก เบอร์มีเซีย ถูกส่งเข้ามายังปราสาทของตระกูล ดีไวน์เนอร์ และจ่าหน้าซองถึง เรย์ อย่างชัดเจน ซึ่งเนื้อความในจดหมายนั้นระบุว่าทาง เบอร์มีเซีย กำลังจะก่อตั้งกลุ่มคนเพื่อออกตามล่าราชินีมารขึ้นซึ่ง เรย์ ตอบตกลงไปแทบจะในทันทีแต่ โซฟี กลับแนะนำให้ชายหนุ่มตอบปฏิเสธกับทาง เบอร์มีเซีย ไปเพราะในสงครามครั้งก่อนพวกเขายังเกือบจะต้องเสีย รอย มาสเตอร์ ซึ่งเป็นผู้นำตระกูลไปในระหว่างการรบ ทำให้หญิงสาวเกิดความกลัวว่าชายหนุ่มอาจจะมีชะตากรรมเดียวกับพ่อของเขาก็เป็นได้...
การโต้เถียงดำเนินไปอย่างรุนแรงอยู่หลายวันเพราะชายหนุ่มยืนกรานว่าเขาจะต้องออกตามล่าตัวนางมาร คาเซ่อาเซ่ ให้จงได้พร้อมบอกว่าเขามีเหตุผลจำเป็นบางอย่างที่จำต้องออกตามล่าตัวนางทว่าชายหนุ่มกลับปฏิเสธที่จะบอกเหตุผลนั้นแก่หญิงสาวทำให้เธอตัดสินใจสารภาพความในใจออกไปเพื่อหวังให้ชายหนุ่มล้มเลิกความคิดนั้นเสีย...
ทว่าชายหนุ่มกลับกล่าวปฏิเสธความรักของเธอด้วยสีหน้าเจ็บปวดพลางบอกกับเธอว่าเขาไม่เห็นเธอเป็นอย่างอื่นไปมากกว่าเพื่อนคนสำคัญที่เขาไม่อยากจะสูญเสียไปก่อนที่ชายหนุ่มจะเดินจากหญิงสาวไปพร้อมกับความสัมพันธ์ของพวกเธอที่เริ่มพังทลายลงอย่างเชื่องช้า...
หลังจากที่หญิงสาวสารภาพความในใจของตนออกไปแล้วชายหนุ่มก็เริ่มตีตัวออกห่างจาเธอเธอไปเรื่อยๆจนกระทั่งมองหน้ากันไม่ติดในท้ายที่สุด... และแล้วหญิงสาวก็ไม่อาจทนรับสภาพที่เป็นอยู่ได้อีกต่อไปและบุกเข้าหาชายหนุ่มพลางใช้ร่างกายเข้าแลกโดยหวังให้ชายหนุ่มกลับมาทำดีกับเธอเฉกเช่นวันวานที่ผ่านมา...
ทว่าหลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้นแล้วหญิงสาวก็ถูกตัดขาดจากชายหนุ่มโดยสิ้นเชิง... ไม่ได้พบ ไม่ได้คุย... ไม่แม้แต่จะเห็นหน้าของกันและกัน... กระทั่งข่าวคราวทั้งหมดของชายหนุ่มก็พลอยถูกปิดกั้นเสียจนสิ้น ทำให้เธอได้แต่ร้องไห้อยู่เพียงลำพังภายในเงามืนของร้านของเธอเอง...
จนกระทั่งวันหนึ่งนายทหารที่เธอเคยช่วยเหลือเอาไว้ในช่วงสงครามได้มาแจ้งข่าวกับเธอว่าชายหนุ่มกำลังจะออกเดินทางทำให้หญิงสาวตัดสินใจออกวิ่งโดยไม่คิดชีวิตเพราะเธออยากพบหน้าชายหนุ่มเหลือเกิน... ทว่ามันสายไปเสียแล้ว เพราะเมื่อเธอวิ่งไปถึงบริเวณท่าเรือนั้นเธอก็เห็นเพียงเงาร่างของชายหนุ่มที่กำลังจ้องมองเธอจากบนเรือโดยสารที่กำลังแล่นออกสู่มหาสมุทร... เธอจึงทำได้เพียงทรุดกายลงนั่งกับพื้นพลางร้องไห้ออกมาอย่างสุดกลั้นเท่านั้น...
หลังจากนั้นหญิงสาวจึงปิดร้านและขังตัวเองอยู่ในความมืดพลางจมอยู่กับความโศกเศร้าที่ต้องเสียชายหนุ่มไปจนกระทั่งวันหนึ่ง รอย มาสเตอร์ ได้มาหาเธอถึงภายในตัวร้านพลางเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับอดีตอันแสนขมขื่นของ เรย์ ให้หญิงสาวฟังจนเธอสำนึกได้ว่าเธอได้ทำร้ายความรู้สึกของชายหนุ่มเสียแล้ว...
เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว โซฟี จึงตัดสินใจออกเดินทางมายังทวีป เบอร์มีเซีย เพื่อออกตามหาชายหนุ่มในทันที พร้อมทั้งเตรียมบอกความรู้สึกที่เธอมีต่อชายหนุ่มอีกครั้งหนึ่งด้วย...
-----
“ที่ชั้นเดินทางมาที่ เบอร์มีเซีย นี้ก็เพราะชั้นเป็นห่วงเขา... กลัวว่าเขาจะได้รับอันตรายหรือไม่... และอยากจะกล่าวขอโทษเขาเท่านั้นแหละ...”
“.....”
เมื่อได้ฟังเรื่องราวของหญิงสาวตั้งแต่ต้นจนจบแล้ว อีริค จึงเปลี่ยนทัศนคติที่มีต่อหญิงสาวไปโดยสิ้นเชิงพลางรู้สึกสงสารและเห็นใจ โซฟี เป็นอย่างมากเพราะจากที่เล่ามานั้นแสดงว่าเธอมี เรย์ เป็นเพื่อนสนิทเพียงคนเดียวและไม่มีใครอื่นอีกแล้ว... ดังนั้นชายหนุ่มจึงตัดสินใจที่จะช่วยให้หญิงสาวได้ปรับความเข้าใจกับเพื่อนของตนให้จงได้...
“ไม่ต้องห่วง!!! ชั้นจะช่วยให้เธอได้คืนดีกับ เรย์ เอง!!!”
“นายจะช่วยเหรอ? แล้วช่วยยังไงล่ะ?”
“เอ่อ... เรื่องนั้น...”
เมื่อถูกสวนกลับมาเช่นนี้ อีริค จึงถึงกับใบ้กินไปพักหนึ่งเลยทีเดียวเพราะเขาเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์เกี่ยวกับความรักมาก่อนเช่นกันดังนั้นไอ้เรื่องที่จะช่วยเหลือคนอื่นนั้นเกรงว่าจะทำให้เรื่องราวมันเลวร้ายลงกว่าเดิมเสียมากกว่า... แต่ในเมื่อเขารับปากแก่หญิงสาวตรงหน้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีริค จึงพยายามเค้นความคิดของตนเพื่อหาวิธีช่วยเหลือ โซฟี อย่างสุดความสามารถในทันที..
[ เอ่อ... อ่า... อืม!!! ]
[ …..คิกๆๆ~* ]
คิ้วของ อีริค เริ่มขมวดมุ่นจนกลายเป็นปมขนาดย่อมจากการเค้นความคิดอย่างหนักในขณะที่ โซฟี หลุดหัวเราะออกมาเบาๆกับท่าทีของชายหนุ่มจนใบหน้าของ อีริค ขึ้นสีจัดเพราะความเขินอายในทันที
“นี่เธอขำอะไรของเธอน่ะ!?!”
“เปล่าๆ... แค่เห็นว่าเธอน่ารักดีเวลาทำหน้าแบบนั้นเท่านั้นเอง... คิกๆๆ...”
[ ตึกตัก... ]
หัวใจของชายหนุ่มเต้นแรงและเร็วขึ้นอย่างน่าประหลาดเมื่อเขาได้มีโอกาสจ้องมอง โซฟี ที่กำลังหัวเราะอย่างเป็นธรรมชาติซึ่งเขาบอกได้เลยว่าหญิงสาวตรงหน้าเขานั้นช่างเปล่งประกายได้อย่างงดงามและน่าค้นหาจนเขาเผลอใจไปพักหนึ่งเลยทีเดียว...
(ไม่ได้ๆ... เธอตกหลุมรักเพื่อนของเราอยู่นะ... เราจะคิดกับเธอแบบนั้นไม่ได้!!!)
อีริค พยายามเตือนสติของตนและหันกลับไปกระซิบกระซาบแผนการกับหญิงสาวอย่างรวดเร็ว...
[ ซุบซิบๆๆ... ]
[ อ๋อๆๆ... ]
แผนการถูกตระเตรียมอย่างเงียบเชียบจนกระทั้งทั้งสองเข้าใจแผนการเป็นอย่างดีแล้วทั้งคู่จึงแยกย้ายกันไปนอนและเปลี่ยนให้คนเฝ้าเวรในกะต่อไปมาทำหน้าที่แทนพวกตนต่อไป...
.....
[ จิ๊บๆๆๆๆ... ]
[ สวบๆๆๆ... ]
[ อืมมม~* ]
ร่างสูงของ เรย์ ก้าวออกมาจากภายในตัวเต็นท์อย่างเชื่องช้าพลางบิดขี้เกียจอย่างเกียจคร้านในขณะที่ เซลิน่า ยังคงนอนหลับอยู่ภายในตัวเต็นท์อย่างมีความสุขหลังจากที่ชายหนุ่มขอรางวัลจากการปรับความเข้าใจกับ โซฟี ล่วงหน้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...
(เอาละ... แล้วเราจะปรับความเข้าใจกับเธอยังไงดีละเนี่ย... หืม?)
ทว่ายังไม่ทันที่ เรย์ จะทันได้คิดหาวิธีคืนดีกับหญิงสาวนั้นเองที่สายตาของเขาหันไปเห็น โซฟี มุดออกมาจากตัวเต็นท์อย่างพอดิบพอดีทำให้ทั้งคู่ต่างสบตาของกันและกันพลางนิ่งเงียบไม่พูดไม่จาอยู่อย่างนั้น...
[ เอ่อ... / เอ่อ...]
[ ….. / ….. ]
ต่างฝ่ายต่างก็ไม่กล้าพูดคุยกับอีกฝ่าย... เนื่องจากตอนที่จากกันนั้นทั้งคู่ไม่ได้จบกันอย่างสวยงามซักเท่าไหร่นัก ดังนั้นคำพูดที่คุ้นเคยจึงถูกกล้ำกลืนลงไปอย่างรวดเร็ว...
[ ฮ้าววว... ]
[ …..? ]
รอน ซึ่งเพิ่งจะตื่นนอนกำลังมุดคลานออกมาจากภายในตัวเต็นท์อย่างเชื่องช้าก่อนที่เพื่อนตัวดีจะหันมาทักทายทั้งคู่ว่า
“อ้าว... สวัสดีเพื่อน... สวัสดีคนสวย~♥”
[ พล่อก!!! ]
[ เง้ว~!!?!? ]
[ ตุบ... ]
[ …..!?! ]
ฝ่ามือเรียวบางถูกฟาดลงใส่ต้นคอของ รอน อย่างรวดเร็วและแม่นยำก่อนที่เพื่อนตัวดีจะถูกลากกลับเข้าไปภายในตัวเต็นท์ก่อนที่ร่างของ อีริค ซึ่งอยู่ในสภาพเสื้อผ้าหลุดลุ่ยจะโผล่หัวออกมานอกตัวเต็นท์พลางหอบกระเส่าว่า
“ขอโทษที... ชั้นยังอารมณ์ค้างอยู่น่ะ เรย์... นายคงไม่ว่าอะไรนะ”
“อะ... เอ่อ... ครับ...”
เมื่อเห็นสภาพตรงหน้าแล้ว เรย์ จึงไม่คิดถามซักไซ้ไปมากกว่านั้น... เพียงแต่เขานึกไม่ถึงว่าเพื่อนตัวเล็กของเขามีรสนิยมแบบนี้ตั้งแต่เมื่อใดกันหนอ...
[ กึกๆๆ... ]
[ ฮ้าววว... ]
ในเวลาไล่เลี่ยกันนั้นเองที่ ซิลเบอร์ ค่อยๆเคลื่อนกายออกมาจากเต็นท์ของตนเองพลางส่งเสียงหาวด้วยความง่วงเนื่องจากชายหนุ่มอยู่เฝ้ายามเป็นกะสุดท้าย และเพิ่งกลับเข้าไปนอนในตัวเต็นท์ได้ไม่นานนัก...
“อ้าว... เรย์ กับ โซฟี สินะ? อรุณส...”
[ ปึ้ก!!! ]
[ คร่อก... ]
[ ...หา!?! ]
และแล้วในชั่วพริบตานั้นเองที่ร่างของ อีริค ปรากฏกายขึ้นข้างๆร่างของ ซิลเบอร์ พลางหวดท่อนแขนเข้าใส่ต้นคอของเพื่อนช่างเงียบของตนอย่างรวดเร็ว...
“โทษทีนะ เรย์... ดูเหมือน รอน คนเดียวจะไม่พอหยุดอารมณ์ของชั้นว่ะ...”
“อะ... เอ้อ!!! ตามสบายครับ!!! เราไปหาที่คุยกันดีกว่าไหม โซฟี?”
“อะ... อื้ม!!! แล้วเจอกันนะ อีริค~*”
“ตามสบายๆ...”
แม้จะรู้ดีว่าสิ่งที่ชายหนุ่มทำนั้นเป็นแผนที่พวกเธอวางเอาไว้แต่เมื่อได้มาเห็นกับตาเองแบบนี้ทำให้ โซฟี รู้สึกสงสาร อีริค ขึ้นมาตงิดๆเพราะสิ่งที่เขาทำนั้นเป็นการทำลายศักดิ์ศรีของตัวเองจนป่นปี้โดยแท้...
(ฮือๆๆๆ... ตอนคิดแผนก็คิดว่าไม่เป็นอะไรแต่พอมาทำแบบนี้แล้ว... ตูอยากต๊ายยยย~!!!)
.....
ห่างออกมาจากถนนสายหลักที่ 63 เล็กน้อย... จะมีลำธารสายเล็กซึ่งพวกเขาใช้มันสำหรับทำอาหารเมื่อคืนนี้อยู่ซึ่งในขณะนี้ เรย์ และ โซฟี กำลังเดินเล่นเลียบลำคลองต่อไปอย่างเงียบเชียบ...
[ ….. ]
ทว่าแม้จะอยู่กันตามลำพังแล้วก็ตาม... หญิงสาวก็ยังไม่กล้าที่จะกล่าวขอโทษแก่ชายหนุ่มเพราะเธอไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นพูดอย่างไรดี จนกระทั่ง...
“โซฟี... ผมขอโทษ...”
“.....หา?”
เรย์ กลับกลายเป็นฝ่ายเอ่ยประโยคขอโทษออกมาด้วยตนเองจนหญิงสาวชะงักค้างไปครู่หนึ่งก่อนที่เธอจะหันไปถามชายหนุ่มอย่างรวดเร็วว่า
“นะ... นายขอโทษชั้นทำไมน่ะ เรย์? ชั้นต่างหากที่ต้องขอโทษ...”
“ไม่หรอกครับ... ผมผิดเองที่ทำเรื่องเลวร้ายกับคุณ... ผมเอาอดีตของตัวเองมาผูกมัดความคิดไว้จนมีอคติกับผู้หญิงทุกๆคน... ทำให้ผมมองว่าคุณเองก็ไม่ต่างกับพวกเธอ... เอ่อ... เธอคงไม่เข้าใจสิ่งที่ผมพูดสินะ โซฟี... ผมขอโทษ...”
“.....”
เรื่องที่ชายหนุ่มพูดถึงคงเป็นเรื่องของอดีตในวัยเด็กที่เขาไม่อยากจะนึกถึง... ซึ่งพ่อของ เรย์ ได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้เธอฟังเป็นที่เรียบร้อยแล้วทำให้เธอพอจะเข้าใจว่าชายหนุ่มต้องการจะสื่อถึงอะไร...
“ชั้นสิที่ต้องเป็นฝ่ายขอโทษ... ชั้นทำเรื่องที่ทำร้ายจิตใจของนายโดยไม่รู้เลยว่านายมีอดีตที่ขมขื่นแบบนั้น...”
“คุณรู้? ...พ่อของผมคงเล่าเรื่องให้คุณฟังสินะ?”
“อื้ม...”
หญิงสาวกล่างรับคำพลางเผยรอยยิ้มสดใสให้กับชายหนุ่ม... เพราะบรรยากาศจะยิ่งตึงเครียดหากเธอตีหน้าเศร้าไปด้วย ดังนั้นการยิ้มคงเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวสักเท่าใดนัก
“แต่ยังไงผมก็เป็นฝ่ายผิดอยู่ดี... เพราะผมตัดขาดกับคุณโดยไม่ได้อธิบายเรื่องราวต่างๆให้คุณรู้เลย... คุณคงเสียใจมากสินะ...”
“.....”
ภาพที่หญิงสาวทรุดกายลงนั่งร้องไห้ ณ บริเวณท่าเรือในวันที่เขาออกเดินทางนั้นยังคงตราตรึงอยู่ในหัวใจของเขา... เพราะ โซฟี ที่เขารู้จักนั้นไม่ใช่คนที่จะยอมร้องไห้ออกมาอย่างสุดเสียงเช่นนั้น...
[ เพียะๆ!!! ]
[ อั่ก!?! ]
ฝ่ามือของหญิงสาวฟาดลงบนแผ่นหลังของชายหนุ่มจนเกิดเสียงทึบๆหนักๆดังก้องไปทั่วทั้งบริเวณ ก่อนที่เธอจะกระโดดขี่หลังเพื่อนหนุ่มของตนพลางหัวเราะเริงร่าออกมาว่า
“ฮะๆๆๆ~* นายนี่ชอบคิดมากเข้าข้างตัวเองอยู่เรื่อยเลยนะ เรย์...หรือว่าต้องให้ชั้นด่านายแบบเดียวกับวันที่นายออกรบกับชั้นครั้งแรกละหา? แค่นายบอกขอโทษชั้นก็พอแล้วละน่า~*”
“ฮะๆๆๆ... นั่นสินะครับ?”
จริงสินะ... แม้ว่าจะมีเรื่องร้ายแรงแค่ไหนหญิงสาวก็มักจะหัวเราะและแก้ไขปัญหาเหล่านั้นด้วยรอยยิ้มเสมอจนเขาแอบรู้สึกอิจฉาเธออยู่ไม่น้อย และนั่นก็คือเสน่ห์อย่างหนึ่งในแบบของเธอที่เขาอยากจะปกป้องมันเอาไว้...
“เอาเป็นว่า... ตอนนี้นายไม่โกรธชั้นแล้ว และชั้นก็ไม่โกรธนายแล้ว... เข้าใจรึเปล่าพ่อหนุ่มช่างคิด~?”
“ครับๆๆ... ยังไงก็ช่วยลงไปจากหลังของผมสักทีจะได้ไหมครับ โซฟี?”
“แบร่~* นานๆจะได้ขี่หลังนายสักทีเรื่องอะไรจะยอมลงง่ายๆละ บู่ว~*”
“แหงะ...”
ชายหนุ่มร้องเสียงหลงออกมาเมื่อเพื่อนสาวของตนทำท่าจะชวนทะเลาะในสงครามที่เขาเสียเปรียบเสียแล้ว... ชายหนุ่มจึงทอดถอนใจออกมาเล็กน้อยพลางยอมให้เพื่อนสาวขี่หลังของตนต่อไปโดยไม่คิดขัดขืนอะไรจน โซฟี นึกสนุกและก้มลงกระซิบข้างใบหูของชายหนุ่มว่า
“แหมๆ... ถ้า เซลิน่า เป็นคนขี่หลังของนายในตอนนี้นายคงจะยิ้มหน้าแป้นเลยละสิท่า~?”
“เอ่อ... เรื่องนั้น...”
ใบหน้าของชายหนุ่มขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อยจนหญิงสาวเกิดอารมณ์หึงหวงขึ้นมาเล็กน้อยและแซวชายหนุ่มว่า
“แหม่... มีรสนิยมชอบเด็กก็ไม่บอกนะนายนี่... แบบนี้ชั้นก็หมดหวังแล้วละซิ~*”
“ง่ะ!!! ไม่ใช่นะครับ!!! ผมไม่ได้มีรสนิยมแบบนั้น!!!”
“ฮุๆๆๆ~* หน้าแดงไปหมดแล้วยังจะเถียงอีกเร้อ~?”
“อึก...”
ใบหน้าของชายหนุ่มเริ่มขึ้นสีจัดจนหญิงสาวพออกพอใจกับท่าทีที่เธอได้เห็นก่อนที่ โซฟี จะกระโดดลงจากหลังของเพื่อนหนุ่มของเธอพลางแซวเล่นเป็นครั้งสุดท้ายว่า
“ล่อเล่นหรอกน่า~* ชั้นดีใจที่เห็นนายสบายดีนะ เรย์... แต่รสนิยมเลี้ยงต้อยนี่น่าจะเลิกดีกว่านะ~*”
“โซฟี!!!”
“ฮะๆๆๆๆ~♥”
ชายหนุ่มวิ่งไล่เพื่อนสาวของเธออย่างโกรธเคืองในขณะที่หญิงสาวหัวเราะร่าพลางวิ่งหนีกลับไปยังบริเวณที่พวกเขาตั้งเต็นท์เอาไว้
ในตอนนี้หญิงสาวรู้สึกมีความสุขที่ในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา... เนื่องจาก เรย์ ไม่ได้โกรธเคืองเธออีกต่อไปและเธอยังสามารถอยู่เคียงข้างเพื่อนคนนี้ได้ดังเดิมอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของเธอจึงเปล่งประกายออกมาดั่งดวงตะวันที่สาดแสงอยู่บนฟ้าซึ่งมอบความอบอุ่นให้กับทุกคนที่ได้เห็นรอยยิ้มของเธอ...
Ep.43 เตรียมตัวออกเดินทาง
Coming Soon…

#1 By butler ~~** (124.120.216.34) on 2011-06-04 08:28