Ep.44 Elven Forest และผู้บุกรุก...
posted on 08 Aug 2011 21:17 by mayz-maiz in EpisodeEp.44 Elven Forest และผู้บุกรุก...
# Elven Forest… ป่าที่พำนักอาศัยของเหล่าเอลฟ์...
[ ก๊า... ก๊า... ]
[ กรรร์... ]
[ ….. ]
เสียงร้องอันแหลมเล็กและเสียงคำรามของสัตว์อสูรดังออกมาจากภายในป่าแห่งเอลฟ์หรืออีกชื่อหนึ่งก็คือ ‘ป่าทองคำ’ อย่างไม่ขาดสายในขณะที่รถเทียมม้าขนาดใหญ่กำลังแล่นผ่านบริเวณชายป่าอย่างเชื่องช้า แต่ทว่ารถคันนั้นกลับไม่ได้ลากด้วยม้าหรือสัตว์พาหนะใดๆแต่กลับลากโดยชายหนุ่มร่างสูงใหญ่เพียงนายเดียวเท่านั้น...
[ เอี๊ยดดด... กึก... ]
[ กึงๆๆ... ]
รถม้าสีน้ำตาลแดงขนาดใหญ่ซึ่งมีร่องรอยของการใช้งานอย่างสมบุกสมบันโดยบนตัวรถนั้นเต็มไปด้วยรอยถลอกหรือกระแทกมากมาย หากแต่ผู้ที่ทำหน้าที่เทียมรถม้าคันนี้กลับเป็นชายหนุ่มผิวคล้ำร่างสูงใหญ่แทนที่จะเป็นสัตว์พาหนะอย่างที่รถลากตามปกติใช้กัน
[ กึก... ]
[ กึงๆๆ... ]
ตัวรถแล่นเข้าจอดเทียบ ณ บริเวณชายป่าอย่างเชื่องช้าในขณะที่ภายในตัวรถมีเสียงวัตถุบางอย่างกลิ้งเข้ากระแทกกับผนังตัวรถด้านในก่อนที่ประตูรถจะถูกกระแทกเปิดออกอย่างรุนแรง
[ เปรี้ยงงง!!! ]
[ ฟิ้ววว... โครม!!! ]
ท่อนขาเรียวงามของหญิงสาวผมแดงและชายหนุ่มร่างเล็กถีบบานประตูจนปลิวหายไปในอากาศพร้อมๆกับการก้าว... ไม่สิ... ควรจะเรียกว่าคลานลงมาของสมาชิกภายในตัวรถอย่างเร่งรีบเสียมากกว่า
[ หงึกๆๆ... โครม!!! ]
[ แผละๆๆๆ ]
[ โอย... ]
เสียงร้องโอดครวญของบรรดาชายหนุ่มดังขึ้นมาจากบนตัวพื้น ในขณะที่หญิงสาวและชายหนุ่มร่างเล็กรีบวิ่งไปยันกายกับต้นไม้ในบริเวณใกล้เคียงพร้อมๆกับการก้าวลงมาของเด็กสาวตัวน้อยซึ่งร้องถามสมาชิกอื่นๆด้วยความเป็นห่วงว่า
“เป็นยังไงบ้างคะพวกพี่ๆ...?”
“ยะ... ยังไหว... ครับ...”
“ม่าย... หวาย... แล้ว... เพื่อน...”
“ชั้น... จะอ้วกว่ะ!!!”
“อุ... อุ๊บ... อ๊อก!!!”
“…..”
ชายหนุ่มผมทองร้องตอบเด็กสาวผมสีฟ้าด้วยรอยยิ้มอันอ่อนแรงโดยที่เพื่อนหนุ่มผมสีน้ำตาลร้องครางตอบรับออกมาอย่างเหนื่อยอ่อนเช่นกัน ในขณะที่ชายหนุ่มร่างเล็กร้องตะโกนมาจากบริเวณโคนต้นไม้ด้วยใบหน้าอันขาวซีดพร้อมๆกับที่หญิงสาวผมแดงทรุดกายลงกับโคนต้นไม้และคายของเก่าออกมาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทว่ากลับไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่าชายหนุ่มผมเงินได้นอนตาเหลือกอยู่ภายใต้ร่างของพวกเขาตั้งแต่ตอนที่พวกเขาก้าวลงมาจากรถในตอนแรกแล้ว...
“ลงจากรถไหวไหมครับ เซลิน่า?”
“น่าจะ... นะคะ...”
“มาครับเดี๋ยวผมช่วย...”
“ค่ะ”
ชายหนุ่มผมทองพยายามยันกายขึ้นอย่างเชื่องช้าพลางพยุงร่างของเด็กสาวตัวเล็กลงมาจากตัวรถก่อนที่เหตุการณ์บางอย่างจะทำให้เหล่าสมาชิกได้สติขึ้นมาในทันที
[ ครึ่กๆๆๆ... กึง… ]
[ โครมมม!!! ]
[ เฮ้ย!!?!? ]
ทันทีที่ชายหนุ่มอุ้มร่างของเด็กสาวลงมาจากตัวรถนั้นเองที่ชิ้นส่วนต่างๆของตัวรถเริ่มหลุดแยกออกจากกันจนตัวรถแปรสภาพกลายเป็นเศษไม้กองใหญ่ท่ามกลางเสียงร้องของเหล่าสมาชิกที่จ้องมองซากรถของพวกตนด้วยสายตาตื่นตะลึง
“จากการคำนวณของตัวระบบ... คาดว่าตัวรถน่าจะได้รับความเสียหายมากเกินขีดจำกัดจนไม่สามารถนำมาใช้งานได้อีก... ทางระบบจึงขอแนะนำให้สร้างพาหนะใหม่ขึ้นมาเพื่อใช้งานต่อไปในอนาคต...”
“.....”
เสียงอธิบายยืดยาวซึ่งตีความได้สั้นๆว่า “พวกเขาจำเป็นต้องสร้างพาหนะใหม่ขึ้นมาใช้” ทำให้เหล่าสมาชิกหันไปมองทางต้นเสียงหรือสมาชิกที่รับหน้าที่ลากเลื่อนให้กับพวกเขา เพราะสาเหตุที่ตัวรถมีสภาพเช่นนี้เป็นเพราะการลากเลื่อนแบบบ้าบิ่นที่พุ่งเข้าชนทุกสิ่งที่ขวางหน้าตัวรถมิใช่หรือ...?
.....
นับเป็นเวลา 3 วันแล้วที่ทีม SGC เร่งออกเดินทางจากเมืองเซอร์ดินเพื่อนำจดหมายยุติการกวาดล้างสัตว์อสูรของ อลิส หรือ ไนท์มาสเตอร์ ไปส่งยังเมืองคานาวานเพื่อเลื่อนการกวาดล้างสัตว์อสูรออกไปและปรึกษาหารือกันเสียใหม่ เนื่องพรรคพวกของ เรย์ ได้ทราบความจริงมาว่าเหล่าสัตว์อสูรที่เข้าร่วมรบในสงครามกับนางมารคาเซ่อาเซ่นั้นมิได้เข้าร่วมเพราะความสมัครใจไปเสียทั้งหมด
ด้วยการลากเลื่อนจากพละกำลังอันเหนือมนุษย์ของ เฮแซด ซึ่งเป็นสมาชิกใหม่ของทีมทำให้พวกเขาใช้ระยะเวลาเดินทางสั้นลงกว่าปกติหลายเท่าตัว เพราะตามปกติแล้วหากลากเลื่อนด้วยม้าหรือสัตว์พาหนะอื่นแล้วละก็กว่าพวกเขาจะมาถึงป่าแห่งเอลฟ์นั้นคงจะต้องใช้เวลาราวๆ 5 วันเป็นอย่างต่ำซึ่งช้ากว่าการลากเลื่อนของชายหนุ่มอยู่ถึง 2 วันนั่นเอง
ทว่าด้วยการลากเลือนอย่างบ้าคลั่งนั้นส่งผลให้พาหนะของพวกเขาไม่อาจทนรับความเสียหายจากการลากเลื่อนอย่างบ้าบิ่นนั้นไหวและพังทลายลงอย่างที่เห็นซึ่งอาจทำให้การเดินทางของพวกเขาล่าช้าลงกว่าปกติทว่า เฮแซด กลับเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบเกี่ยวกับพาหนะของพวกเขาว่า
“เราขอรับผิดชอบสร้างพาหนะสำหรับการเดินทางขึ้นเสียใหม่... จากการคำนวณคาดว่าพาหนะใหม่จะถูกสร้างแล้วเสร็จภายในเช้าวันพรุ่งนี้และสามารถใช้ออกเดินทางได้ในทันที...”
“หะ... เช้าวันพรุ่งนี้!?!”
อีริค ส่งเสียงร้องด้วยความตื่นตะลึงเพราะจากที่เขาทราบมานั้นการสร้างรถม้าสำหรับการเดินทางสักคันนั้น จะต้องใช้คนงานประมาน 5 – 10 คนและใช้เวลาราวๆ 4 – 5 วันเป็นอย่างต่ำ... เขาไม่อยากคิดว่า เฮแซด จะโกหกพวกเขาสักเท่าไหร่เพราะชายหนุ่มเป็นคนพูดอย่างไรต้องได้อย่างนั้น แต่ที่เขาร้องเพราะเขากำลังสงสัยว่า มีอะไรที่คนตรงหน้านี้ทำไม่ได้อีกรึเปล่าเนี่ย!?!
… เมื่อปัญหาเรื่องพาหนะถูก เฮแซด รับไปจัดการเป็นที่เรียบร้อยแล้วปัญหาใหม่ที่พวกเขาจะต้องเผชิญก็คือเรื่องวัตถุดิบสำหรับการทำอาหารเย็น เนื่องจากวัตถุดิบที่พวกเขาพวกมาด้วยนั้นถูกซากรถทับจนไม่เหลือชิ้นดีไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เรย์ รอน อีริค และ ซิลเบอร์ อาสาเข้าไปหาวัตถุดิบประกอบอาหารภายในป่าแห่งเอลฟ์ในขณะที่ เซลิน่า และ โซฟี รับหน้าที่กางกระโจมที่พักและเตรียมอุปกรณ์ทำครัวโดยมี เฮแซด วิ่งไล่โค่นต้นไม้เพื่อนำมาเป็นวัตถุดิบประกอบพาหนะใหม่อยู่ใกล้ๆ
[ตึง!!! โครม... ตึง!!! โครม... ตึ้ง… โครม!!!!! ]
[ ….. ]
ทั้งสองสาวได้แต่มองต้นไม้โดยรอบถูกโค่นด้วยท่อนแขนอันทรงพลังของชายหนุ่มอยู่ห่างๆพลางภาวนาอยู่ในใจไม่ให้ต้นไม้สักต้นล้มลงมาทับพวกเธอจนบี้แบนอยู่เงียบๆในขณะที่เหล่าชายหนุ่มเดินเข้าไปภายในตัวป่าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว...
.....
[ แซ่กๆๆๆ... ]
[ ก๊า... ๆ~* ]
[ ….. ]
ณ ภายในตัวป่า... ขณะที่พวก เรย์ ซึ่งกำลังค้นหาวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารอยู่ภายในป่านั้นได้ปรากฏร่างของสัตว์อสูรหลากชนิดอยู่เป็นระยะๆแต่สัตว์อสูรที่พวกเขาพบเจอที่สุดนั้นกลับเป็น ออค และ ฮาร์ปี้ ซึ่งไม่น่าจะมาปรากฏตัวอยู่ในอาณาเขตของ เอลฟ์ เช่นนี้...
“เจ้าพวกนั้นมาทำอะไรในป่าแห่งนี้เนี่ย?”
“ตูจะไปรู้ไหมไอเซ่อ...”
“...คงเป็นทหารแตกทัพจากสงครามกระมังครับ?”
“ชั้นเห็นด้วย...”
สิ่งที่พวกเขาคิดเกี่ยวกับสัตว์อสูรเหล่านี้นั้นนับได้ว่าถูกต้องเสียส่วนใหญ่เพราะสัตว์อสูรเหล่านี้คือผู้รอดชีวิตจากสงคราม ณ เมืองเซอร์ดินนั่นเอง... หลังจากที่ผู้นำของพวกมัน ราชันย์ออค และ ราชินีฮาร์ปี้ หายสาบสูญไปหลังจากการระเบิดของลำแสงสีทอง บรรดาทหารแนวหลังที่เหลือรอดอยู่เพียงส่วนน้อยได้หลบหนีมาพักอาศัยอยู่ลึกเข้าไปภายในป่าแห่งนี้เพื่อหนีการตามล่าของทหารเซอร์ดินนั่นเอง...
“เรื่องนั้นช่างมันก่อนเถอะ... แล้วเราจะเอายังไงกับอาหารล่ะ?”
น้ำเสียงของคนตัวเล็กดึงสติของทุกคนกลับมาอีกครั้งหนึ่งเพราะพวกเขายังไม่สามารถหาวัตถุดิบประกอบอาหารได้เลยแม้แต่อย่างเดียว ทำให้ความตึงเครียดเริ่มก่อตัวขึ้นทีละน้อยๆ...
“เอ้อ... ถ้าเราหาอาหารกลับไปไม่ได้คงโดนสาวๆวีนใส่แน่ๆเลยใช่ปะเพื่อน...?”
“ก็อาจจะนะครับ... ซิลเบอร์ พอจะรู้ไหมครับว่าอะไรที่เราพอจะนำมาเป็นวัตถุดิบได้บ้าง?”
“ก็พอรู้นะ...”
รอน บ่นออกมาตามปกติที่เคยทำในขณะที่ เรย์ หันไปขอความช่วยเหลือจาก ซิลเบอร์ ซึ่งกำลังเปิดหนังสือของตนเพื่อหาวัตถุดิบที่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเชื่องช้าก่อนที่ชายหนุ่มจะเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบอีกครั้งหนึ่งว่า
“ถ้าพวกเราหาอะไรกินไม่ได้จริงๆก็ล่าเจ้าพวกนั้นทำอาหารก็ได้นี่?”
“..... พวกนั้น???”
เรย์ รอน และ อีริค ต่างร้องครางขึ้นมาอย่างพร้อมเพรียงกันพลางหวังอยู่ในใจว่า “พวกนั้น” ที่ชายหนุ่มพูดถึงคงไม่ใช่ “พวกนั้น” ที่กำลังเดินและบินกันอยู่เต็มป่าในตอนนี้หรอกนะ...
[ นั่นไง... ]
[ เฮือกกก!!! ]
ซิลเบอร์ ชี้นิ้วไปยัง “พวกนั้น” ที่เขาหมายถึงก่อนที่ เรย์ และเพื่อนจะต้องสะดุ้งสุดตัวเพราะนิ้วของชายหนุ่มกำลังชี้ตรงไปยังเหล่า ออค และ ฮาร์ปี้ ที่กำลังบินและเดินให้เห็นกันอยู่ตรงหน้านั่นเอง...
“นายจะให้พวกเราล่า ออค กับ ฮาร์ปี้ มาทำอาหารเรอะ!!?!?”
“โอ้ว... ชิทส์~!!! คิดได้ไงวะเพื่อน!?!”
“เอ่อ... เนื้อพวกนั้นเอามาทำอาหารได้ด้วยเหรอครับ ซิลเบอร์?”
“ได้สิ... เพราะชั้นเคยกินมาแล้วนี่นา?”
“.....”
[ เอื๊อก... ]
3 สหายต่างมองหน้าของกันและกันสลับกับเพื่อนหนุ่มหัวเงินตรงหน้าที่บอกกับพวกเขาว่าตนเคยลิ้มรสเนื้อของสัตว์อสูรเหล่านี้มาก่อนแล้ว... ก่อนที่ ซิลเบอร์ จะปิดสมุดภายในมือพลางเอ่ยกับพวกเขาอีกครั้งหนึ่งว่า
“เนื้อของ ฮาร์ปี้ รสชาติคล้ายๆกับสัตว์ปีกทั่วๆไปแต่สภาพเนื้อเหลวเกินไปและปรุงรสยากมากเกินไปหน่อย ส่วนเนื้อของ ออค มีความแน่นมากแต่เหนียวและมีกลิ่นเหม็นเขียวมากเกินกว่าจะเคี้ยวดังนั้นถ้าเลือกได้ชั้นก็ไม่อยากจะเอาพวกมันมาทำอาหารหรอก... แต่ถ้าเราหาอาหารไม่ได้จริงๆละก็ชั้นจะเอาพวกมันมาปรุงอาหารให้ลองก็แล้วกัน”
“.....”
[ แซ่กๆๆ... ]
ซิลเบอร์ เดินนำสมาชิกคนอื่นๆเข้าไปในตัวป่าอีกครั้งท่ามกลางสายตาของพวก เรย์ ที่สอดส่องบริเวณโดยรอบอย่างถี่ถ้วนยิ่งกว่าเดิมเพราะพวกเขายังไม่อยากจะลิ้มลองรสชาติเนื้อของ ออค และ ฮาร์ปี้ ในตอนนี้... พวกเขาจึงได้แต่ภาวนาให้ ซิลเบอร์ หาวัตถุดิบประกอบปาหารให้ได้โดยไวก่อนที่พวกเขาจะต้องล่าสัตว์อสูรเหล่านั้นมาทำอาหารจริงๆ...
-----
# ณ บริเวณใจกลางป่า Elven Forest
… ณ ส่วนลึกของป่าแห่งเอลฟ์ สถานที่ซึ่งน้อยคนนักที่จะเข้าไปถึงและกลับออกมาได้ทั้งที่ยังมีชีวิตเพราะเชื่อกันว่าในบริเวณนี้เป็นสถานที่ซึ่งหมู่บ้านลับแลแห่งเอลฟ์ถูกสร้างขึ้น ซึ่งมนุษย์ผู้ใดที่ไปถึงสถานที่แห่งนั้นจะถูกเหล่าเอลฟ์ลบความทรงจำทิ้งเสียจนสิ้นและต้องวนเวียนอยู่ภายในป่าตราบจนสิ้นอายุขัยนั่นเอง...
[ เปรี๊ยะๆๆๆ... ]
ทว่าในเวลานี้... ใจกลางป่าแห่งเอลฟ์กลับปรากฏร่างของสตรีในชุดคลุมสีเทานางหนึ่งซึ่งก่อกองไฟเล็กๆขึ้นเพื่อย่างเนื้อสีเขียวคล้ำเพื่อใช้แทนเสบียงแก้หิวเนื่องจากอาหารในกระเป๋าสัมภาระของเธอถูกจัดการเสียจนสิ้นเสียแล้ว
[ งั่ม... ปึดด. ด.. ด!!! ]
[ หยับๆๆๆ... ]
เนื้อย่างสี่เขียวคล้ำถูกฟันขาวเป็นระเบียบภายในริมฝีปากอวบอิ่มฉีกกระชากออกจากตัวไม้และบดเคี้ยวอย่างละเอียดก่อนที่ตัวเนื้อจะถูกกลืนลงไปในเวลาต่อมา
[ เอื๊อก... ]
“... รสชาติไม่ได้เรื่อง...”
น้ำเสียงโทนต่ำแต่เจือไปด้วยความกังวานใสอยู่ลึกๆ ทว่ากลับแสดงถึงความมีอำนาจอย่างน่าประหลาดบ่นให้กับเนื้อย่างภายในมือก่อนที่เนื้อคำใหม่จะถูกกัดกินลงท้องอีกครั้งหนึ่งเพื่อประทังความหิว
[ ฟิ้ว... ก๊องๆๆ ]
[ กึก... พั่บๆ... ]
กิ่งไม้ถูกโยนทิ้งไปยังบริเวณด้านหลังซึ่งเต็มไปด้วยซากร่างของเหล่าออคซึ่งนอนสิ้นใจด้วยรอยดาบจำนวนมากบนร่าง ในขณะที่หญิงสาวยันกายลุกขึ้นยืนอย่างเชื่องช้าพลางปัดเศษใบไม้ที่ติดอยู่ตามตัวอย่างรวดเร็ว
“เอาละ... รีบออกเดินทางก่อนที่เจ้าทึ่มนั่นจะรู้ตัวดีกว่า...”
“... อ้อ... แล้วเจ้าทึ่มที่เจ้าว่านั่นหมายถึงข้ารึเปล่าล่ะ?”
“.....”
น้ำเสียงขุ่นเคืองและสั้นห้วนดังออกมาจากพุ่มไม้บริเวณเบื้องหน้าของหญิงสาวก่อนที่ร่างบางซึ่งสะพายดาบขนาดยักษ์ของชายหนุ่มนายหนึ่งจะเดินออกมาจากบริเวณที่ตรงนั้น ก่อนที่ร่างของชายหนุ่มจะแปรสภาพกลายเป็นเงาสายหนึ่มอย่างรวดเร็ว
[ ฟุ่บ... เปรี้ยงงง!!! ]
[ วูบ... ]
คมดาบขนาดยักษ์ระเบิดพื้นดินข้างกองไฟจนเกิดหลุมดินขนาดย่อมขึ้นจากแรงกระแทกของตัวดาบ ในขณะที่ร่างบางในชุดสีเทากระโดดตีลังกากลับหลังเพื่อหลบการจู่โจมนั้นได้อย่างง่ายดายพลางหัวร่อต่อกระซิกกับอีกฝ่ายอย่างเย้ายวนว่า
“ตายจริง... ท่านเอราดอน ผู้เป็นถึง 1 ใน 3 ผู้นำแห่ง NG (ไนท์แมร์) จู่โจมใส่ศัตรูโดยไม่มีการร้องเตือนแต่ก็ยังพลาดเหรอเนี่ย... น่าหัวร่อ... น่าสมเพช...”
“เหอะ... ยั่วข้าไม่ขึ้นหรอกน่า... อีกอย่างเจ้าเองก็สามารถหลบการจู่โจมของข้าได้อย่างสบายๆอยู่แล้วมิใช่รึ? อดีตสหาย... ธิดาแห่งราชินีมาร...”
“.....”
ผู้มาใหม่เป็นบุรุษผู้มีเรือนผมสีแดงเพลิงแซมด้วยเส้นผมสีทองเล็กน้อย นัยน์ตาคมสีทองดุชราชสีห์ภายใช้เสื้อและกางเกงหนังสีดำซึ่งกำลังแสดงความหงุดหงิดออกมาอย่างเห็นได้ชัด... เอราดอน 1 ใน 3 ผู้นำแห่ง NG…
“อ้าวๆ... พอโดนถกเรื่องกำพืดของตัวเองปุ้บถึงกับหุบปากเลยงั้นเรอะ? เรนะ!!!”
[ ควับ!!! ]
[ ควากกก!!! ]
ปลายดาบถูกตวัดเข้าใส่ชุดคลุมของสตรีนางนั้นอีกครั้งหนึ่ง หากแต่ครั้งนี้หญิงสาวไม่ได้ก้าวหลบไปจากจุดที่เธอยืนอยู่แม้แต่น้อยส่งผลให้ชุดคลุมของเธอถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอย่างง่ายดาย
[ ….. ]
เส้นผมสีทองพลิ้วสยายไปในอากาศเล็กน้อยจากโคนผมซึ่งถูกมัดรวมเป็นจุกอยู่บนศีรษะฝั่งซ้าย เรือนร่างสูงถึง 176 Cm. ภายใต้ชุดกิโมโนแขนสั้นสีชมพูอ่อนปักลายดอกซากุระสีขาวซึ่งเผยเรียวขางามต่อสายตาของผู้เฝ้ามองโดยมีเพียงกางเกงขาสั้นตัวน้อยปกปิดเพียงบริเวณต้นขาเอาไว้เท่านั้นเบื้องหลังของเธอสะพายฝักดาบคาตานะสีดำเอาไว้เล่มหนึ่งในขณะที่บริเวธสะโพกของเธอคาดมีดสั้นเอาไว้อีกหนึ่งเล่ม ใบหน้าสวยคมนั้นกำลังจ้องมองชายหนุ่มกลับไปด้วยแววตาสีเดียวกับเส้นผมอย่างเอาเรื่องอยู่ไม่น้อย...
“... อย่าริอาจบอกว่าข้าเป็นลูกของนางมารนั่นอีกเพราะมันไม่ใช่ความจริง... ไม่อย่างนั้น...”
[ แกร๊ก... ]
ด้ามดาบคาตานะซึ่งถูกสะพายเอาไว้กลางหลังถูกกระชับแน่นในมือเรียวสวยในขณะที่ชายหนุ่มแสยะยิ้ม ณ มุมปากของตนและกระชับด้ามดาบภายในมือเช่นกัน
“อยากจะสู้ขึ้นมาแล้วเรอะ? ยังไงซะความจริงที่เธอทรยศและออกไปจากกลุ่มของเราก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงหรอกโว้ย!!!”
[ ตูมมม!!! ]
[ ฟิ้ว... ตึก ]
หญิงสาวไม่ยอมเข้าปะทะกับอีกฝ่ายตรงๆและใช้วิธีกระโดดถอยหลังกลับไปเพื่อเว้นระยะอีกครั้งหนึ่งก่อนที่เธอจะซัดอาวุธลับของตนเข้าใส่อีกฝ่ายและพุ่งเข้าประชิดตัวอีกฝ่ายไปพร้อมๆกัน
[ ฟุ่บๆๆ... ]
[ กิ๊งๆ... อุ๊บ!!! ]
ใบดาบถูกยกขึ้นมาใช้แทนโล่กำบังกายในขณะที่ร่างของหญิงสาวตามเข้าประชิดตัวชายหนุ่มอย่างรวดเร็วและฉวยโอกาสที่ชายหนุ่มเปิดช่องว่างจากการตั้งรับจากอาวุธลับของเธอหวดกำปั้นและลำแข้งเข้าจู่โจมซ้ำในทันที
[ ฟิ้ว... บั้ก!!! ]
[ ชิ!!! ]
ท่อนขาเรียวงามที่ตวัดเข้าใส่ช่วงลำตัวถูกท่อนแขนของ เอราดอน ตั้งรับเอาไว้ได้อย่างทันท่วงทีหากแต่กำปั้นของหญิงสาวนั้นได้พุ่งเสยใส่ปลายคางของชายหนุ่มจากมุมอับได้อย่างแม่นยำ
[ ผัวะ!!! ]
[ อ๊อก... แก!!! ]
เอราดอน สบถออกมาอย่างหัวเสียพลางเตรียมจู่โจมสวนกลับอีกครั้งหนึ่ง หากแต่หญิงสาวกลับจู่โจมซ้ำด้วยการเอื้อมมือไปชักดาบคาตานะของเธอออกมาจากกลางหลังจนชายหนุ่มต้องรีบกระโดดถอยหลังเพื่อหลบการจู่โจมของอีกฝ่าย
[ เคร๊ง... ควับ!!! ]
[ ควากกก!!! ]
[ โอ๊ย!!! ]
ปลายดาบถูกตวัดผ่านตัวเสื้อและกรีดผ่านแผงอกของชายหนุ่มจนหยาดเลือดไหลอาบไปทั่วหน้าอกของชายหนุ่ม หากแต่ตัวแผลนั้นไม่ได้สาหัสมากมายนักเนื่องจากชายหนุ่มตัดสินใจหลบหลีกได้อย่างทันท่วงที
“นี่แก... กะจะฆ่ากันจริงๆเลยนี่หว่า!?!”
“ถ้าเทียบกับการโจมตีแบบบ้าพลังของนายแล้วแค่นี้ยังถือว่าเล็กน้อย”
“แล้วชั้นโจมตีโดนเธอเรอะ!?!”
“อยากโง่หลบไม่พ้นเองนี่?”
“... กรอด!!!”
เมื่อเห็นว่าการเจรจายากที่จะสำเร็จชายหนุ่มจึงตัดสินใจเงียบเสียงพลางตั้งท่าเตรียมต่อสู้อยู่ครู่หนึ่งหากแต่ไม่มีฝ่ายใดเปิดฉากจู่โจมกันอยู่ครู่ใหญ่ จนกระทั่งหญิงสาวเอ่ยปากถามชายหนุ่มอย่างไม่อ้อมค้อมว่า
“นายเข้ามาทำอะไรที่นี่? ... คำสั่งของราชินีมารอย่างนั้นหรือ??”
“... ข้าไม่จำเป็นต้องตอบคนทรยศอย่างเจ้า!!!”
“.....”
เอราดอน ปฏิเสธที่จะตอบคำถามพร้อมทั้งถ่มน้ำลายลงพื้นด้วยท่าทีหาเรื่องจน เรนะ เกิดความรู้สึกอยากจะเจี๋ยนอีกฝ่ายขึ้นมาตงิดๆเสียนี่...
“ถ้าอย่างนั้น... ชั้นคงต้องใช้กำลังให้นายสารภาพออกมาเองซะละมั้ง?”
“คิดว่าทำได้ก็ลองดูเซ่!!!”
[ ฟุ่บ... ]
[ ตูมมม!!! ]
หญิงสาวกระโดดถอยหลังไปในอากาศเพื่อหลบการจู่โจมอีกครั้งหนึ่งหากแต่ครั้งนี้ เอราดอน วางแผนจู่โจมในจังหวะที่หญิงสาวจะร่วงลงมาบนพื้นดังนั้นการเคลื่อนไหวของเธอจึงเข้าแผนของเขาอย่างพอดิบพอดี
[ Crash!!! ]
[ ฟุ่บ!!! ]
ชายหนุ่มพุ่งเข้าหาหญิงสาวพลางเงื้อตัวดาบไปด้านหลังเพื่อเตรียมฟาดฟันอีกฝ่ายให้ดับดิ้นลงไปเสียตรงนั้นก่อนที่ เรนะ ซึ่งร่วงลงมาถึงพื้นก่อนชายหนุ่มเพียงเสี้ยววินาทีจะยกดาบในมือของตนขึ้นเพื่อตั้งรับการจู่โจมนั้นอย่างทันท่วงที
[ ตุบ... เคร๊งงง!!! ]
[ ตูมมม!!! ]
[ อะไรกัน!?! ]
ตัวดาบซึ่งถูกฟันขนานไปกับตัวพื้นปะทะเข้ากับดาบคาตานะที่ถูกยกขึ้นทำมุม 30 องศาเพื่อเบี่ยงการจุ่โจมนั้นออกไปเพื่อลดแรงปะทะลง ส่งผลให้ต้นไม้ขนาดใหญ่ตกเป็นผู้เคราะห์ร้ายและหักโค่นลงในทันที
“คิดได้ดีที่เล็งตอนชั้นร่วงลงมาบนพื้น... แต่การใช้แต่กำลังไม่ช่วยให้นายชนะชั้นหรอกนะ!!!”
“แย่ละ!!!”
[ Rising Blow!!! ]
[ บรึ้ม!!! ]
[ อ๊ากกก!!! ]
เรนะ รวบรวมพลังมืดของตนเอาไว้รอบกายพร้อมทั้งลุกขึ้นยืนและบิดตัวด้วยความเร็วสูงจนเกิดระเบิดสายลมขนาดย่อมพัดร่างของ เอราดอน ออกไปในอากาศและกระแทกเข้ากับต้นไม้ในบริเวณใกล้เคียงอย่างรวดเร็ว
[ โครม!!! อ๊อก... ]
[ ครืดดด... ]
เสียงกระแทกอย่างรุนแรงจนลิ่มเลือดถูกกระอักออกมาทางริมฝีปากของชายหนุ่มตามด้วยเสียงไถลไปกับตัวต้นไม้ดังขึ้นมาอยู่ครู่หนึ่งจนกระทั่งร่างของ เอราดอน ไหลลงมากองอยู่ ณ บริเวณโคนต้นไม้เบื้อล่าง
“กรอด...”
ชายหนุ่มทำได้เพียงกัดฟันอย่างข้นแค้นเนื่องจากพละกำลังของเขาถดถอยลงไปมากนับตั้งแต่เข้ามาในป่าแห่งนี้ราวกับป่าแห่งนี้สูบพลังของเขาออกไปทีละน้อย ซึ่งไม่ผิดไปจากความเป็นจริงสักเท่าไหร่เนื่องจากชายหนุ่มเป็นผู้ใช้พลังมืดหากแต่ป่าแห่งนี้เป็นป่าแห่งแสงเนื่องจากเหล่า เอลฟ์ จัดเป็นสิ่งมีชีวิตแห่งแสงส่งผลให้พลังของ เอราดอน ลดต่ำลงมากกว่าปกตินั่นเอง
“เอาล่ะ... คายความจริงออกมาให้ชั้นฟังซะที เอราดอน... ก่อนที่ชั้นจะเปลี่ยนใจไปฆ่านายทิ้งเพื่อขัดขวางนางมารนั่น”
“ถุ้ย!!! จะฆ่าก็ฆ่าเลยสิวะ อย่าชักช้า!!!”
“.....”
เอราดอน ถ่มน้ำลายเปื้อนเลือดของตนลงกับพื้นพลางจ้องมอง เรนะ อย่างท้าทายจนหญิงสาวตัดสินใจเงื้อดาบขึ้นเหนือศีรษะของตนเพื่อปลิดชีพให้แก่อีกฝ่ายตามคำขอ ทว่า...
[ ตึงๆๆๆๆ!!! ]
[ กรี้ดดดด~!!! / ว๊ากกกก~!!! / แง้ๆๆ~!!! ]
[ ฮู่มมมม!!! ]
[ …..!!?!? ]
ตัวดาบถูกเงื้อค้างไว้กลางอากาศก่อนที่หญิงสาวจะหันไปมองทางต้นเสียงอยู่ครู่หนึ่งจน เอราดอน ตัดสินใจใช้โอกาสนั้นจู่โจมเข้าใส่อีกฝ่ายเพื่อเปิดช่องทางหนีให้กับตนเอง
[ โครม!!! ]
[ โอ๊ย!?! ]
ปลายศอกถูกกระทุ้งเข้าใส่หน้าท้องของหญิงสาวอย่างรวดเร็วในขณะที่ เอราดอน รีบฉวยโอกาสนั้นรีบวิ่งหนีไปในขณะที่ เรนะ นั่งกุมหน้าท้องของตนด้วยสีหน้าอันเจ็บปวด
[ ตึกๆๆๆๆ!!! ]
[ ….. ]
หญิงสาวค่อยๆยันกายลุกขึ้นอย่างเชื่องช้าพลางชั่งใจว่าตนเองควรทำเช่นไรดีระหว่างไล่ตาม เอราดอน ไปเพื่อเค้นถามความจริงว่าอีกฝ่ายเข้ามาที่นี่เพื่อจุดประสงค์อันใด หรือเปลี่ยนไปช่วยเจ้าของเสียงเมื่อสักครู่นี้ซึ่งน่าจะถูกสัตว์อสูรบางอย่างไล่ตามอยู่ดี...
[ ฮู่มมม!!! ]
[ กรี้ดดด~!!! ]
[ ช่วยด้วยยย!!!!! ]
[ ….. ]
เรนะ จ้องมองแผ่นหลังของ เอราดอน ไปจนลับสายตาก่อนที่เธอจะตัดสินใจวิ่งตามชายหนุ่มไปโดยไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย เพราะว่า...
[ เปรี้ยง!!! เป๊าะๆ!!! โครม!!! ]
[ อ๊ากกกกกซ์~~!!!!! ]
ต้นไม้ ณ จุดที่ เรนะ และ เอราดอน ต่อสู้กันเมื่อสักครู่ถูกโค่นลงอย่างรวดเร็วก่อนที่คนจำนวนหนึ่งจะวิ่งหนีออกมาจากอีกด้านหนึ่งของตัวป่าโดยมีสัตว์อสูรรูปร่างคล้ายมนุษย์ขนาดใหญ่วิ่งไล่ตามมาอย่างไม่ลดละ ซึ่งเส้นทางที่พวกเขาวิ่งไปนั้นเป็นเส้นทางเดียวกับที่ เอราดอน และ เรนะ วิ่งหนีไปเมื่อสักครู่นี้อย่างพอดิบพอดี...
[ ตูม โครม!!! ]
[ ….. ]
ณ บนต้นไม้ต้นหนึ่ง... เรนะ กำลังเฝ้ามองดูคนกลุ่มนี้พลางพิจารณาว่าพวกเขาเป็นมิตรหรือศัตรูของเธอกันแน่เพราะเธอยังไม่แน่ใจว่าพวกเขาเป็นลูกสมุนของราชินีมารหรือไม่...
.....
[ โครมๆๆๆ!!! ]
[ ตึกๆๆๆๆ!!! ]
“แง้ๆๆๆ~!!! ใครก็ได้ช่วยด้วยค่าาา!!!!!”
เสียงกรีดร้องอย่างเสียขวัญดังออกมาจากริมฝีปากอวบอิ่มของเด็กสาวที่วิ่งนำหน้ากลุ่มคนทั้ง 3 เมื่อสักครู่นี้... เธอแต่งกายด้วยเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาวและผูกริบบิ้นสีแดงเอาไว้บนลำคอ กระโปรงสั้นสีน้ำเงินยาวเรี่ยหัวเข่า เรือนผมสีบรอนซ์ทองราวเคลียบ่ากำลังโบกสะบัดไปตามจังหวะการวิ่งในขณะที่นัยน์ตากลมโตสีน้ำตาลนั้นกำลังรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาจากความกลัวที่มีต่อสัตว์อสูรข้างหลัง...
“อาริกะ!!! อย่าตะโกนตอนวิ่งเดี๋ยวกัดถูกลิ้นตัวเองหรอก!!!”
“ฮือๆๆๆ...”
หญิงสาวอีกนางหนึ่งกำลังวิ่งไล่ตามเด็กสาวเมื่อสักครู่นี้ที่เธอเรียกว่า อาริกะ พลางหลบเศษหินและกิ่งไม้ซึ้งกระเด็นตามมาจากการวิ่งไล่อย่างบ้าคลั่งของสัตว์อสูรสีเขียวคล้ำซึ่งกำลังตามหลังพวกเธอมาอย่างติดๆ... เธอเป็นหญิงสาวที่มีสัดส่วนกระชากใจชายด้วยทรวงอกขนาดใหญ่ที่กำลังกระเด้งขึ้นลงตามจังหวะการวิ่งของเธอ ผมสีดำมัดรวบเป็นหางม้าพลิ้วสยายไปด้านหลังภายใต้ชุดผ้าไหมสีขาวแขนกุดและกระโปรงสั้นสีเดียวกัน แววตาสีฟ้าจ้องมองไปยังสมาชิกคนสุดท้ายที่กำลังจะถูกสัตว์อสูรร่างยักวิ่งตามอยู่มะรอมมะร่ออย่างร้อนรนในขณะที่หูและหางแมวสีขาวของเธอกระดิกไปมาอย่างขัดใจ
“วิ่งตามมาเร็วๆ เคียว!!! เดี๋ยวก็โดนมันตามทันเอาหรอก!!!”
“รอผมด้วยสิครับ คุณอลิซ คุณอาริกะ~!!!”
[ งั่ก... ]
[ อ๊ากกกซ์~* กักงิ้งงงง~!!! ] (อ๊าก กัดลิ้น)
หยาดเลือดไหลซิบอยู่บนตัวลิ้นของเด็กหนุ่มซึ่งถูกสัตว์อสูรร่างยักษ์วิ่งไล่อีกนายหนึ่ง... เขามีผมสีดำยาวถึงกลางหลังซึ่งรวบเอาไว้ตรงต้นคออย่างเป็นระเบียบ นัยน์ตาสีแดงเข้มนั้นกำลังรื้นไปด้วยหยาดน้ำตาจากความเจ็บปวดบนตัวลิ้นขับให้ใบหน้าอ่อนต่อโลกนั้นยิ่งดูน่าเวทนามากยิ่งขึ้น เสื้อแขนยาวสีน้ำเงินปักขอบสีเหลืองและกางเกงขายาวสีดำรวมไปถึงผ้าคลุมสีน้ำเงินนั้นยิ่งขับให้ชายหนุ่มดูเด็กลงไปอีกเล็กน้อย บนลำคอของเขาสวมสร้อยคอซึ่งร้อยแหวนสีส้มเอาไว้วงหนึ่งซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นของมีค่าสำหรับเด็กหนุ่ม
[ ฮู่มมม!!! ]
[ จ๊ากกกก!!! ]
เสียงคำรามอย่างดุร้ายนั้นทำให้ทั้ง 3 กรีดร้องออกมาด้วยความตื่นตกใจอย่างพร้อมเพรียงกันในขณะที่เงาร่างภายใต้เรือนผมสีทองรำพึงอย่างแผ่วเบาเกี่ยวกับสัตว์อสูรตรงหน้า
“(*)โทรล... ไม่สิ... นี่มันโทรลที่ถูกนางแม่มดนั่นร่ายมนตร์ดำใส่สินะ...”
((*)โทรล – เป็นสัตว์ประหลาดตามตำนานของแสกนดิเนเวีย เป็นที่รู้จักกันดีในเรื่องความสูงใหญ่และกลิ่นตัวที่เหม็นเขียว มีรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่มีความสูงใหญ่ราวๆ 20 ฟุตหรือสูงกว่านั้น มีทั้งพวกนิสัยดุร้ายและใจดีปะปนกันไป ผิวกายหยาบกร้าน ผิวกายส่วนใหญ่เป็นสีเขียวคล้ำ ปกติจะอาศัยอยู่ตามถ้ำหรือภายในป่าลึก)
แววตาคมกร้าวสีทองนั้นกำลังจ้องมองกลุ่มคนทั้ง 3 สลับกับโทรลอยู่เป็นระยะๆก่อนที่ เรนะ จะชั่งใจอีกครั้งหนึ่งว่าตนควรออกไปช่วยคนกลุ่มนี้หรือเฝ้าดูต่อไปอีกสักระยะ...
[ ปึด... โครม!!!]
[ อะ... แอ้แอ้ว!!! ] (อะ แย่แล้ว)
[ เคียว!!! / พี่เคียว!!! ]
ชายผ้าคลุมของเด็กหนุ่มที่ชื่อ เคียว เกิดเกี่ยวติดกับกิ่งไม้จนฉุดกระชากให้เด็กหนุ่มเสียหลักล้มลงกับตัวพื้นท่ามกลางสายตาที่เบิกกว้างของ อาริกะ และ อลิซ ที่กำลังรีบวิ่งกลับมาช่วยพรรคพวกของตนอย่างร้อนรน
[ ก๊าซซซ!!! ]
[ ม่ายยยยยย~!!!!! ]
เคียว เปล่งเสียงร้องด้วยความตื่นตกใจเมื่อกำปั้นขนาดยักษ์ซึ่งกุมวัตถุบางอย่างคล้ายหมุดโลหะขนาดใหญ่ของโทรลถูกชูขึ้นเหนือศีรษะของมันและเตรียมทุบเข้าใส่เด็กหนุ่มเพื่อบดขยี้ให้แหลกเละลงไปเสียตรงนั้น
[ Swift Claw!!! ]
[ ควากๆๆๆ!!! ]
[ โฮกกกก!!! ]
เส้นผมสีดำภายใต้เงาร่างในชุดสีขาวพุ่งเข้าหาใบหน้าของโทรลอย่างรวดเร็วก่อนที่หญิงสาวจะแปลงพลังเวทย์ของตนให้กลายเป็นกรงเล็บสีขาวบนฝ่ามือและใช้กรงเล็บเหล่านั้นข่วนเข้าใส่ใบหน้าของโทรลอย่างบ้าคลั่งจนส่งผลให้อีกฝ่ายก่อนถอยหลับไปพลางกุมใบหน้าของตนอย่างเจ็บปวด
[ Lightning Slash!!! ]
[ วูบ... ฉัวะๆๆๆๆ!!! ]
ชั่วพริบตาที่ อลิซ จู่โจมเข้าใส่ใบหน้าของโทรลนั้นเองที่ อาริกะ ชักดาบของตนออกมาและจู่โจมเข้าใส่หน้าท้องของสัตว์อสูรร่างยักษ์ด้วยการฟาดฟันอย่างรวดเร็วพร้อมทังเสริมพลังโจมตีนั้นด้วยมนตราสายฟ้าจนมองเห็นประกายไฟแลบออกมาได้เล็กน้อย
[ ตึง... ]
[ กรรร์... ]
[ ….. ]
โทรลกุมหน้าท้องและใบหน้าของตนเองพลางครางเสียงต่ำออกมาท่ามกลางสีหน้าลุ้นระทึกของกลุ่มคนทั้ง 3 ในขณะที่ เรนะ ซึ่งเฝ้าดูการต่อสู้นั้นจากบนยอดไม้จะรำพึงออกมาอย่างแผ่วเบาว่า
“ฝีมือเยี่ยม... ถ้าเป็นโทรลตามธรรมชาติคงยุติการต่อสู้ได้เพียงเท่านี้ทว่า...”
[ ซู่ววว... ]
[ อีกแล้วเหรอออ~!!!!! ]
กลุ่มควันสีดำพวยพุ่งออกมาจากบาดแผลของโทรลอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่บาดแผลทั้งหมดจะสมานกันดังเดิมท่ามกลางเสียงร้องโหยหวนของกลุ่มคนทั้ง 3 ที่เฝ้าดูเหตุการณ์เหล่านั้นอยู่เบื้อล่าง
“มะ... มันรักษาตัวเองได้อีกแล้วค่ะ!!!”
“แง้ๆๆๆ... ไม่เอาแว้ว~!!!”
“อาริกะ เคียว วิ่งเร็ว!!!”
[ หมับๆ... ตึกๆๆๆ!!! ]
อลิซ คว้าข้อมือของเด็กหนุ่มเละเด็กสาวเอาไว้และรีบวิ่งหนีในทันทีเนื่องจากการจู่โจมของพวกเขาไม่สามารถทำอันตรายแก่สัตว์อสูรตรงหน้านี้ได้ ทว่า...
[ วูบ... ตึงงง!!! ]
[ หา!?! ]
ด้วยพละกำลังอันมหาศาลของโทรลทำให้มันถอนต้นไม้ขนาดยักษ์ต้นหนึ่งขึ้นมาและจัดแจงเขวี้ยงมันข้ามหัวของพวก อลิซ ไปเพื่อปิดทางหนีในขณะที่ต้นไม้โดยรอบเองก็ขึ้นรกทึบจนไม่สามารถวิ่งฝ่าไปได้ทำให้พวกเขาหมดทางหนีไปโดยสิ้นเชิง...
“... ไม่มีทางเลือกแล้ว... อาริกะ เคียว!!! เตรียมสู้เต็มกำลัง พวกเราจะฝ่าเจ้ายักษ์เหม็นเขียวนี่ไปด้วยกัน!!!”
“มะ... ไม่ไหวมั้งคะ พี่อลิซ...”
“ผมสู้คนไม่เป็นค้าบบบ~!!!”
“นี่ไม่ใช่เวลามาเกี่ยงนะ!!!”
[ วูบ... ]
[ .....!!! ]
เงาร่างสีดำทาบทับอยู่เหนือร่างของทั้ง 3 ก่อนที่ อลิซ จะรีบตะโกนบอกแก่ทั้งคู่ว่า
[ หลบเร็ว!!! ]
[ ว๊าก!!! / กรี้ด!!! ]
[ โครมมมม!!! ]
ทั้งหมดรีบกระโดดแยกออกจากกันร่างมหึมาของโทรลจะตกลงมายังจุดที่ทั้ง 3 ถกเถียงกันเมื่อสักครู่ ทว่าแรงกระแทกนั้นกลับส่งผลให้พวกเขาเสียหลักและทรุดกายลงกับตัวพื้นแทบจะในทันที
[ วูบ... ]
โทรลไม่ปล่อยให้โอกาสที่มันสร้างเอาไว้ให้หลุดลอยไปและเงื้อแขนขึ้นเตรียมทุบเข้าใส่เป้าหมายที่อยู่ใกล้ตนที่สุดซึ่งนั่นก็คือเด็กสาวผมบรอนซ์ภายใต้เสื้อเชิ้ตแขนยาว... อาริกะ นั่นเอง
“อาริกะ!!! หนีเร็ว!!!”
“อะ... ว้ายยยย!!!”
[ เปรี้ยง!!! ]
[ อาริกะะะะ!!!!! ]
เสียงร้องโหยหวนของ อลิซ ดังก้องไปทั่วบริเวณท่ามกลางสีหน้าตื่นตะลึงของ เคียว ซึ่งเห็นภาพกำปั้นอัดกระแทกลงบนจุดที่เด็กสาวอยู่ต่อหน้าต่อตาก่อนที่ร่างของใครบางคนจะปรากฏขึ้นข้างๆร่างของหญิงสาวอย่างเงียบเชียบ
[ ตุบ... ]
[ …..? ]
เรือนผมสีทองพลิ้วสะบัดไปในอากาศอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ร่างของเด็กสาวผมสีบรอนซ์ซึ่งถูกอุ้มอยู่จะถูกบรรจงวางลงกับตัวพื้นอย่างนิ่มนวลท่ามกลางสีหน้าตื้นตันสุดบรรยายของ อลิซ ซึ่งทรุดกายอยู่ใกล้ๆ
“อาริกะ!!! / พี่อลิซคะ!!!”
“หนวกหู... หุบปากไป...”
“หะ!?! / ง่ะ...”
วาจาเชือดเฉือนของหญิงสาวแปลกหน้าทำให้ อาริกะ และ อลิซ ร้องเสียงหลงในขณะที่ เคียว จ้องมองผู้มาใหม่ตาค้างเนื่องจากตะลึงในความสวยของอีกฝ่ายและวาจาอันรุนแรงของเธอ
“นี่เธอ!!! ชั้นขอบใจที่ช่วย อาริกะ เอาไว้... แต่ว่า!!!”
“หุบปากไม่เป็นใช่ไหมยัยวัวนม?”
“ห๊าาาา!!?!? หล่อนต๊ายยยย!!!”
“ดะ... เดี๋ยวก่อนครับ คุณอลิซ!!!”
[ หมับ!!! ]
[ ปล่อยนะ!!! แง่งงงง!!! ]
[ ….. ]
เคียว รีบกระโดดเข้าล๊อคร่างของ อลิซ เอาไว้ก่อนที่หญิงจะจะกระโจนเข้าหา เรนะ ไปเพียงเสี้ยววินาทีก่อนที่เธอจะหันมาพูดกับ อาริกะ ด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า
“ชื่อของชั้นคือ เรนะ... ตอนนี้ไม่มีเวลามาแนะนำตัวมากนัก ถ้ายังไงเธอกับเพื่อนๆช่วยถอยไปอีกหน่อยก็แล้วกันเพราะมันเกะกะการต่อสู้ของชั้น...”
“เอ่อ... ค่ะ!!!”
อาริกะ ส่งเสียงรับคำของ เรนะ อย่างหวาดๆก่อนที่เธอจะหันไปร่วมมือกับ เคียว เพื่อลากร่างของ อลิซ ให้ถอยไปด้านหลังตามคำแนะนำของหญิงสาวในขณะที่โทรลกำลังมองกำปั้นของตนเองด้วยความงุนงง เนื่องจากมันคาดว่าจะได้เห็นหยาดเลือดเปรอะเปื้อนไปทั่วบริเวณตามแรงทุบของมันเอง...
“เฮ้... เจ้ายักษ์หน้าโง่...”
“ฮู่ม!?!”
[ ฟั่บ... ฉึกๆๆๆ!!! ]
[ เอี๊ยกกก!?! ]
ดาวกระจายจำนวนหนึ่งพุ่งเข้าทำลายดวงตาของยักษ์ร่างเขียวจนเสียงร้องโหยหวนแผดก้องไปทั่วทั้งบริเวณก่อนที่ เรนะ จะตรงเข้าจู่โจมซ้ำด้วยดาบคาตานะของเธอในทันที
[ เคร๊ง... ]
[ ฟุ่บ... ฉัวะๆๆ!!! ]
[ ฉูดดด... ]
[ ฮู่มมมม!!?!? ]
คมดาบกรีดผ่านลำคอขอโทรลอย่างรวดเร็วในขณะที่ เรนะ กระโดดผ่านร่างของมันจนหยาดเลือดสาดกระเซ็นไปบนฟ้าอย่างน่าสยดสยองในขณะที่พวก อลิซ จ้องมองการต่อสู้เหล่านั้นโดยไม่กระพริบตา
“พะ... พี่สาวคนนี้...”
“เก่ง...”
“สวย...”
“.....”
อาริกะ และ อลิซ จ้องมองเคียวด้วยสายตาหยามเหยียดอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่การต่อสู้จะดึงความสนใจของพวกเขากลับไปอีกครั้งอย่างรวดเร็วเมื่อเปลวควันสีดำเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างเชื่องช้า
[ ฟู่ววว... ]
“อย่านึกว่าชั้นจะปล่อยให้ฟื้นตัวนะ...”
[ ฉึกๆๆๆ!!! ]
[ เอี๊ยกกก!!! ]
[ โครมๆๆๆ!!! ]
ดาวกระจายปักซ้ำลงบนบาดแผลที่ลำคอขอโทรลจนยักษ์ร่างเขียวแผดเสียงร้องโหยหวนพลางสะบัดแขนอันใหญ่ยักษ์ของตนอย่างบ้าคลั่งจนต้นไม้ในบริเวณโดยรอบหักโค่นลงเสียจนสิ้น
[ ตึกๆ... ]
[ แกร๊ก... ]
ร่างของหญิงสาวผมทองตกลงกระทบพื้นอย่างนิ่มนวลก่อนที่คมดาบภายในมือจะถูกยกขึ้นเสมอใบหน้าและตั้งขนานไปกับตัวพื้นเบื้อล่าง...
[Darkness Aura & Divine Aura ]
[ ครืนนน... / วิ้งๆๆ... ]
ออร่าสีดำเริ่มครอบคลุมตัวดาบทั้งเล่มอย่างเชื่องช้าพร้อมๆกับประกายแสงสีทองที่ลอยวนอยู่รอบๆใบดาบ ภาพนั้นช่างดูงดงามและน่าพรั่นพรึงไปในเวลาเดียวกันเมื่อความมืดและแสงสว่างรวมกันเป็นหนึ่งเดียว
“คงเจ็บปวดสินะ... แต่ไม่ต้องห่วง... ชั้นจะช่วยให้เจ้าได้ไปสบายเดี่ยวนี้ละ”
[ เปรี้ยงงง!!! ]
กำปั้นของโทรลทุบลงบนตัวพื้นห่างจากร่างของหญิงสาวไปเพียงเล็กน้อยเนื่องจากมันต้องอาศัยการฟังเสียงแทนการใช้ประสาทตาที่ถูกทำลายไปก่อนที่ เรนะ จะปลดปล่อยเพลงดาบทมิฬของเธอเพื่อปลิดชีพของอีกฝ่าย
“เพลงดาบคมเขี้ยวทมิฬ...”
[ Venom Fang!!! ]
[ พรึ่บบบ... ]
ร่างของหญิงสาวแตกออกเป็นเงาร่างรางๆจำนวน 5 ร่างอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เงาร่างทั้งหมดจะตรงเข้าล้อมรอบร่างของโทรลที่กำลังอาละวาดอย่างบ้าคลั่งและเงื้อดาบภายในมือขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน
[ เปรี้ยงงง!!! ]
[ เอี๊.. ย... ก..... ]
[ แกร๊ก... ]
ชั่วพริบตานั้นเองที่เงาร่างทั้ง 5 พุ่งเข้าหาโทรงด้วยความไวสูงก่อนที่ร่างของ เรนะ จะปรากฏขึ้นบนตัวพื้นอีกครั้งหนึ่งพลางสอดปลายดาบเข้าไปในฝักของตนอย่างเชื่องช้าในขณะที่โทรงยังคงยืนอยู่กับที่พลางมีอาการสั่นเทาเล็กน้อย...
[ ครืดดด... ]
“เจ้าเองก็คงสัมผัสได้สินะ...”
หญิงสาวรำพึงอย่างแผ่วเบาพลางค่อยๆยัดใบดาบลงไปจนถึงโคนก่อนที่ประโยคต่อมาจะถูกกล่าวด้วยใบหน้าซึ่งประดับไปด้วยรอยยิ้มว่า
“ถึงคมเขี้ยวแห่งความมืด...”
[ กริ๊ก!!! ]
[ ฉูดดดดด!!!!! ]
[ ตึง!!! โครม... ]
ร่างของยักษ์ตัวเขียวถูกฉีกกระชากออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อนที่หยาดฝนโลหิตจะโปรยปรายไปทั่วบริเวณท่ามกลางรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของหญิงสาวที่กำลังเบิกบานจากการสังหารศัตรูเบื้องหน้า
[ หึๆๆๆ... ฮะๆๆๆๆๆ!!! ]
“นะ... น่ากลัว...”
“.....”
“ผะ... ผมกลัวแย้วครับ...”
อาริกะ อลิซ และ เคียว ต่างจ้องมองภาพหญิงสาวที่กำลังหัวเราะพลางขบคิดอยู่ภายในใจว่าหญิงสาวตรงหน้าพวกเธอเป็นมิตรหรือเป็นศัตรูกันแน่... เพราะหากต้องต่อสู้กันขึ้นมาจริงๆพวกเธอเองก็ไม่มั่นใจว่าจะสามารถล้มคนตรงหน้าลงได้...
Ep.45 หมู่บ้านลับแล
Coming Soon …

/me บิน
#1 By PopcornXIX on 2011-08-08 21:26