Ep.51 ความจริงจากต้นไม้แห่งชีวิต

 

# Elven Village… หมู่บ้านลับแลแห่งเอลฟ์...

 

[ วิ้ววว... ]

[ แกรกๆๆ... ]

 

     สายลมยามค่ำคืนพลิ้วผ่านแมกไม้จนยอดไม้ไหวกระทบโดยมีแสงจันทร์สาดแสงให้ความสว่างแก่ผืนป่า

 

[ แซ่กๆๆ... ]

 

     เงาร่างสีดำพุ่งผ่านแมกไม้เข้าสู่ลานกว้างใจกลางป่าซึ่งเป็นสถานที่ตั้งของทางเข้าหมู่บ้านลับแลในขณะที่เหล่าเอลฟ์ซึ่งเฝ้ายามอยู่บนต้นไม้รอบๆบริเวณหมู่บ้านกลับสงบนิ่งไม่มีการเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย แม้ผู้มาใหม่จะเปลี่ยนจากการวิ่งไปเป็นการเดินอย่างเชื่องช้าหน้าบริเวณบานประตูแล้วก็ตามที...

 

“ขอโทษที... แต่ช่วยยืนหลับยามกันไปสักครู่เถอะนะเหล่าเอลฟ์ทั้งหลาย...”

“.....”

 

     ร่างของเหล่าเอลฟ์ที่ยืนอยู่บนกิ่งไม้ในบริเวณโดยรอบยังคงยืนพิงตัวต้นไม้และถือคันธนูภายในมืออยู่อย่างเป็นระเบียบหากแต่ตามจริงๆแล้วผู้ที่รับหน้าที่เฝ้ายามทั้งหมดถูกควันยาสลบของหญิงสาวรมใส่จากทางเหนือลมจนหมดสติกันไปจนสิ้นเสียแล้ว...

 

“เอาล่ะ... ได้เวลาแสดงภาพที่ค้างอยู่ต่อให้จบแล้วละนะ...”

 

[ วูบบบ... ]

 

     เรือนผมสีทองพลิ้วสะบัดไปตามจังหวะการเดินภายใต้ชุดกิโมโนตัวน้อยที่ขาดวิ่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยก่อนที่ร่างสูงระหงจะก้าวเข้าไปภายในตัวหมู่บ้านโดยไม่ให้ใครล่วงรู้พลางมุ่งตรงไปหาต้นไม้แห่งชีวิตเพื่อดูภาพนิมิตที่คั่งค้างอยู่เมื่อครู่นี้...

 

 

-----

 

# Reina Mind… ห้วงความคิดของ เรนะ

 

[ ….. ]

 

     ห้วงมิติอันว่างเปล่าปรากฏขึ้นในห้วงความคิดของ เรนะ อีกครั้งหนึ่งหลังจากที่เธอเดินทางเข้าไปหาต้นไม้โลกและถูกแสงสว่างดึงเข้ามาในห้วงมิติแห่งนี้...

 

“.....”

 

[ วูบบบ... ]

 

     บรรยากาศของตัวห้องนอนซึ่งประดับอย่างหรูหราตาบแบบฉบับของโลกตะวันตกสมัยกลางย้อนกลับมาในห้วงความคิดอีกครั้งขณะที่ภาพร่างของ รอย ผู้ยืนชูดาบและจ้องมองลูกน้อยทั้งสองภายในอ้อมกอดของภรรยาสุดที่รัก

 

[ วิ้ง... ]

[ กึกๆๆๆ... ]

 

     ปลายดาบสาดกระทบกับแสงจันทร์พลางสั่นระริกด้วยความรู้สึกผิดของผู้เป็นพ่อที่กำลังจะลงมือสังหรณ์ลูกของตนเองในขณะที่ เรนะ ทำได้เพียงจ้องมองเพราะเธอรู้ดีว่าเธอไม่สามารถทำอะไรได้นอกจากเฝ้าดูเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นเท่านั้น...

 

[ กรอดดด... ]

[ กึกๆๆๆ!!! ]

 

     หยาดน้ำตารินไหล ฟันขาวเบียดกระทบกันอย่างข้นแค้นในขณะที่ปลายดาบสั่นระริกยิ่งขึ้นกว่าที่เคยในขณะที่ เรนะ อดทนมองภาพนั้นต่อไม่ไหวและเริ่มหลั่งน้ำตาออกมาเช่นกัน...

 

“ยกโทษให้พ่อด้วย!!!”

“…..”

 

     รอย ส่งเสียงร้องพลางเงื้อดาบภายในมือขึ้นสูงในขณะที่หญิงสาวเบือนหน้าหนีเพราะไม่อาจทนดูภาพเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นได้... แม้เธอจะเคยเป็นนักฆ่าที่สังหารผู้คนมามากแต่การสังหารทารกที่เพิ่งจะลืมตาดูโลกแบบนี้มันก็โหดร้ายเกินไป!!!

 

[ อุแว้~!!! ]

[ สวบ!!!!! ]

[ อึก... แง้ๆๆๆ!!! ]

[ ….. ]

 

     ปลายดาบเสียบลงบนตัวเตียงหนานุ่มเฉียดร่างของเด็กสาวภายที่กำลังร้องไห้ภายใต้ในห่อผ้าสีชมพูเพียงเล็กน้อยเนื่องจากเสียงร้องของพี่ชายฝาแฝดที่แผดเสียงร้องออกมาทำให้ปลายดาบของผู้เป็นพ่อชะงักและเบี่ยงออกไปจากร่างของเด็กสาวอย่างเฉียดฉิว

 

“โชคดีจัง...”

 

     เรนะ อดรำพึงออกมาทั้งน้ำตาไม่ได้เมื่อเห็นว่าเด็กสาวตัวน้อยรอดชีวิตจากคมดาบของผู้เป็นพ่อมาได้ด้วยความช่วยเหลือของแฝดผู้พี่ในขณะที่เปลือกตาบางของสตรีบนเตียงนอนค่อยๆลืมตื่นขึ้นมาอย่างเชื่องช้า

 

“ที่รักคะ... นั่นมัน???”

“เมย์ริน... ข้า...”

“ท่านพี่คิดจะทำอะไรกันแน่คะ!?!”

 

[ กึก... ]

[ แง้ๆๆๆ... / อึก... แง้~ ]

[ ….. ]

 

     สตรีที่ชื่อ เมย์ริน โอบกระชับลูกน้อยทั้งสองเอาในอ้อมแขนพลางค่อยๆปลอบประโลมลูกรักให้สงบลงอย่างอ่อนโยนท่ามกลางสีหน้าสำนึกผิดของ รอย และสีหน้า โล่งใจของ เรนะ ซึ่งเฝ้ามองคนทั้งคู่อยู่เงียบๆ

 

“โอ๋ๆๆ... นิ่งนะจ๊ะลูกรัก... โอ๋ๆๆ...”

“อึก... ฮึก... / แง้ๆ...”

 

     เด็กน้อยทั้งสองค่อยๆสงบลงและผลอยหลับไปภายในอ้อมอกของผู้เป็นมารดาในขณะที่ผู้เป็นพ่อค่อยๆเก็บดาบเข้าไปในฝักและก้าวไปยืนอยู่ข้างๆลูกน้อยทั้งสองอย่างเชื่องช้า

 

“ท่านพี่... เมื่อครู่นี้ท่าน...”

“... ข้ากำลังจะสังหารแฝดคนน้องตามความเชื่อของตระกูลที่ว่า [ หากเด็กที่เกิดมาภายในตระกูลนี้เป็นเด็กแฝด... แฝดผู้พี่คือผู้ถูกเลือกจากแสงสว่างในขณะที่แฝดผู้น้องคือตัวแทนแห่งความมืด ] ดังนั้นข้าก็เลย...”

“ตั้งใจที่จะสังหารลูกของท่านเองอย่างนั้นสินะคะ...”

“.....”

 

     รอย ข่มตาลงและนิ่งเงียบไปก่อนที่เขาจะเอ่ยขึ้นกับ เมย์ริน ที่กำลังปลอบลูกน้อยอยู่อย่างเชื่องช้าว่า

 

“ตามประวัติศาสตร์ตลอดหลายพันปีของตระกูลเรา... เด็กแฝดทุกคู่ที่เกิดมานั้นจะมีนิสัยแตกต่างกันทุกๆคน... แต่สิ่งที่เหมือนกันอยู่อย่างหนึ่งก็คือแฝดผู้พี่จะสร้างชื่อเสียงและสร้างประโยชน์ให้แก่โลก ในขณะที่แฝดคนน้องจะทำลายโลกและตระกูลของเราจนเกือบพินาศมาหลายคราจนพวกเรามั่นใจว่าเรื่องเหล่านี้เป็นความจริง... ดังนั้นข้าจะต้องลงมือสังหารลูกของตัวเอง... ดีกว่าต้องให้คนอื่นเป็นผู้มาสังหารลูกของเรา...”

 

     น้ำเสียงของชายหนุ่มสั่นเครืออย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนตลอดการขึ้นเป็นผู้นำตระกูลในขณะที่อะไรบางอย่างสัมผัสกับนิ้วมือของเขาอย่างแผ่วเบา

 

[ แปะ... ]

[ …..? ]

 

     อุ้งมือเล็กๆของเด็กสาวตัวน้อยสัมผัสกับนิ้วมือของผู้เป็นพ่อก่อนที่มือเล็กๆนั้นจะออกแรงบีบนิ้วมือของ รอย อย่างแผ่วเบาจนหยาดน้ำตาหลั่งรินออกมาจากนัยน์ตาของชายหนุ่มราวทำนบแตก

 

“ฮือๆๆ... พ่อขอโทษนะ... พ่อขอโทษ...”

“แอๆ...”

 

     เด็กสาวส่งเสียงร้องอย่างแผ่วเบาในขณะที่ รอย กุมมือของลูกสาวไว้และเปล่งเสียงร้องไห้ท่ามกลางสายตาของ เมย์ริน กับ เรนะ ที่เฝ้าดูอยู่ใกล้ๆจนกระทั่งชายหนุ่มสามารถตั้งสติได้อีกครั้งหนึ่ง...

 

“ดา~*”

“ลูกพ่อ... พ่อขอโทษนะลูก...”

“แอ้ๆ~*”

 

     รอย กุมมือของลูกสาวตัวน้อยเอาไว้ก่อนที่บุตรชายของเขาจะส่งเสียงร้องขึ้นมาบ้างจากอ้อมอกของผู้เป็นมารดา

 

“โอ้... ลูกชายคนเก่งของพ่อ... ลูกช่วยปกป้องน้องเอาไว้สินะ?”

“ดา~*”

“เอิ๊กๆ~*”

 

     เด็กชายและเด็กสาวทั้งสองต่างส่งเสียงร้องพลางหัวเราะชอบใจที่ผู้เป็นพ่อโน้มหน้าลงมาหาก่อนที่ รอย จะกล่าวกับภรรยาของตนว่า

 

“เมย์ริน... เราจะตั้งชื่อลูกของเราว่าอะไรดีล่ะ?”

“อืม... ลูกชายให้ชื่อว่า เรย์... ส่วนลูกสาวให้ชื่อว่า เรนะ ก็แล้วกันค่ะ...”

“.....!!!”

 

     แววตาของ เรนะ เบิกกว้างขึ้นเมื่อได้ยินสิ่งที่ เมย์ริน เอ่ยปากพูดขึ้นเมื่อสักครู่นี้... เรย์ กับ... เรนะ.. ชื่อของเธออย่างนั้นเหรอ?

 

     ... ไม่สิ... ไม่ใช่ว่าชื่อของเด็กคนนี้เหมือนกับเธอแล้วจะต้องเป็นเธอสักหน่อยนี่นา... แต่ความรู้สึกอบอุ่นเวลาที่ได้เห็นชายหนุ่มกับหญิงสาวตรงหน้านี้คืออะไรกันนะ...

 

“เรย์ กับ เรนะ สินะ... งั้นพ่อก็จะให้ของขวัญให้กับพวกเธอคนละชิ้นก็แล้วกัน...”

 

[ แกร๊กๆ... ]

[ …..? ]

 

     ผลึกคริสตัลและโลหะสีทองประกายถูกหยิบออกมาจากในอกเสื้ออย่างเชื่องช้าก่อนที่ชายหนุ่มจะโยนของเหล่านั้นขึ้นไปในอากาศและชักดาบข้างกายของตนออกมาด้วยความไวสูง

 

[ กริ๊งๆ... ]

 

     ตัวดาบตวัดผ่านโลหะและผลึกคริสตัลอย่างรวดเร็วจนเกิดเสียงกังวานขึ้นมาเล็กน้อยก่อนที่ดาบต่อๆมาจะถูกตวัดอย่างต่อเนื่อง

 

[ กิ๊ง. กิ๊ง.. กิ๊ง... กิ๊งๆๆๆๆ!!! ]

[ อู~* / ดา~* ]

 

     เด็กน้อยทั้งสองส่งเสียงร้องพลางมองผงแสงสีทองซึ่งเกิดจากการตวัดดาบเข้าใส่วัตถุทั้งสองด้วยความไวสูงในขณะที่วัตถุทั้งสองนั้นเริ่มเปลี่ยนรูปร่างไปเรื่อยๆตามการตวัดดาบของ รอย จนกระทั่งการลงดาบครั้งสุดท้ายสิ้นสุดลง

 

[ กิ๊ง... แกร๊กๆ... ]

[ ด๊า~? ]

 

     เด็กน้อยทั้งสองมองสิ่งที่อยู่ในมือบิดาของตนด้วยแววตาเป็นประกายในขณะที่ รอย เผยรอยยิ้มบางๆออกมาและหยิบจี้ห้อยคอซึ่งสลักชื่อลูกๆที่ตนเพิ่งจะสลักขึ้นมาจากแร่โลหะพิเศษขึ้นมาชูให้ลูกน้อยทั้งสองดู

 

“นี่คือสร้อยที่สลักขึ้นมาจากผลึกมนตรา... ซึ่งมันสามารถที่จะย้อนกลับไปหาเจ้าของของๆมันได้หากเจ้าของเรียกหามันอีกทั้งสร้อยคอทั้งสองชิ้นนี้ยังถูกสร้างมาให้ประกอบเข้ากันได้... ลูกๆชอบไหม?”

“ด๊า~♥ / อู~♥”

 

     เด็กน้อยทั้งสองชูมือไปทางบิดาราวกับว่าเขาและเธอชอบพอสร้อยเหล่านั้นมากก่อนที่ รอย จะหยิบสร้อยคอเหล่านั้นกลับไปและชูผลึกคริสตัลสีเหลืองทองซึ่งถูกสลักและเจียระไนจนกลายเป็นผลึกเพชรที่ดูงดงามจำนวนสองเม็ดขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

 

“ส่วนสิ่งนี้คืออัญมณีมนตราที่ถูกพ่อแบ่งออกเป็นสองส่วน... อัญมณีพวกนี้มีชื่อเรียกว่าผลึกวิญญาณซึ่งมีจิตวิญญาณเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน... หากแยกมันออกจากกันและผู้ถึงครองผลึกมนตราอีกส่วนหนึ่งมีภัยจนถึงแก่ชีวิตตัวผลึกจะร้องเตือนผู้ถือครองอีกคนหนึ่ง... และหากผู้ถึงครองคนใดสิ้นชีวิตลง... ตัวผลึกก็จะแตกสลายลงไปด้วย”

“.....”

 

     เด็กน้อยทั้งสองรวมไปถึง เมย์ริน และ เรนะ ต่างนิ่งเงียบและจ้องมอง รอย ซึ่งกำลังจัดแจงใส่อัญมณีมนตราดังกล่าวลงไปในตัวสร้อยและจัดแจงสวมสร้อยคอทั้งสองเส้นนั้นให้กับบุตรและธิดาของตน

 

“ด๊า~? / อู~*”

 

     เด็กน้อยทั้งสองดูจะพออกพอใจกับสร้อยคอของตนอย่างมากและนอนกอดสร้อยเหล่านั้นเล่นจนผล็อยหลับไปก่อนที่ รอย จะข่มตาหลับลงและปั้นหน้าเครียดอีกครั้งหนึ่ง...

 

“เมย์ริน... ข้ารู้ว่าเจ้าไม่อยากให้ข้าสังหารลูก... แต่ว่า!!!”

“พอเถอะค่ะ... ข้าเข้าใจดี...”

 

     ผู้เป็นแม่ลูบหัวของลูกรักอย่างอ่อนโยนพลางหันไปมองคู่ชีวิตของตนด้วยแววตาเศร้าสร้อย...

 

“ข้ารู้ว่าท่านสลักสร้อยคอทั้งสองเส้นนั้นเพื่ออะไร... แต่ช่วยรอสักหน่อยได้หรือไม่... ข้าอยาก... ทำอะไรให้ลูกของเราบ้างก่อนที่เราจะต้องจากกัน...”

“.....”

 

[ กึก... แกร๊บ... ]

 

     เมย์ริน หยิบกระดาษบนบริเวณหัวเตียงกับปากกาขนนกขึ้นมาเพื่อเขียนอะไรบางอย่างลงไปบนตัวกระดาษอยู่ครู่ใหญ่โดยมีลูกรักทั้งสองนอนหลับปุ๋ยภายในอ้อมแขนจนกระทั่งเธอยกปลายปากกาขึ้นมาจากตัวกระดาษในที่สุด...

 

[ ….. ]

 

     เรนะ เคลื่อนกายเข้าไปยืนข้างๆหญิงสาวและจ้องมองกระดาษภายในมือของเธอก่อนจะพบว่ามันเป็นภาพวาดของเด็กสาวและเด็กชายตัวน้อยซึ่งกำลังสวมสร้อยคอเมื่อสักครู่พร้อมกับชื่อของเด็กน้อยทั้งสอง... เรย์ ( Ray ) และ เรนะ ( Reina ) ก่อนที่ เมย์ริน จะร่ายมนตร์บางอย่างลงไปในภาพวาดเหล่านั้นและฉีกมันออกเป็นสองส่วนอย่างรวดเร็ว

 

[ กึกๆ... กริ๊ก!!! ]

[ ….. ]

 

     ภาพวาดของหญิงสาวถูกบรรจงใส่เข้าไปภายในตัวจี้เพื่อปิดทับอัญมณีมนตราที่อยู่ภายในก่อนที่เธอจะค่อยๆบรรจงอุ้มลูกสาวตัวน้อยส่งให้กับ รอย อย่างเชื่องช้าและนุ่มนวล

 

“หากปล่อยเอาไว้ทางสภาสูงก็คงส่งคนมาสังหารลูกของเรา... ดังนั้นท่านจึงตั้งใจจะนำลูกของเราไปปล่อยทิ้งกลางป่าและออกตามหาในภายหลังสินะ...”

“เจ้าช่างรู้ใจข้าเสียจริง... เมย์ริน..”

“เพราะชั้นรักคุณเหมือนที่คุณรักชั้นยังไงละคะ... ชั้นจึงรู้หมดว่าคุณคิดอะไรอยู่”

 

[ หมับ... ]

 

     รอย รับลูกสาวของตนมาพลางจุมพิตลงบนหน้าผากบางของเธออย่างแผ่วเบาก่อนที่ภาพบรรยากาศโดยรอบจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

 

[ วู้มมม... ]

[ …..??? ]

 

     ภาพบรรยากาศโดยรอบบิดเบี้ยวไปมาอยู่ครู่ใหญ่จน เรนะ เริ่มรู้สึกเวียนหัวก่อนที่ภาพในบริเวณโดยรอบจะเปลี่ยนเป็นภาพของพื้นที่ภายในป่าลึกแทน

 

[ แซ่กๆๆ... ]

[ ….. ]

 

     เสียงก้าวเดินดังขึ้นอย่างเชื่องช้าทว่าสม่ำเสมอดังขึ้นในบริเวณใกล้เคียงก่อนที่ภาพของ รอย ซึ่งกำลังหิ้วตะกร้าคลุมด้วยผ้าสีชมพูอ่อนจะปรากฏให้เห็นในเวลาต่อมา

 

[ แซ่กๆๆ... กึก ]

[ ดา~* ]

 

     ชายหนุ่มยิ้มให้กับลูกสาวตัวน้อยก่อนที่การเดินทางของเขาจะสิ้นสุดลง ณ บริเวณต้นไม้ใหญ่ใจกลางป่าพร้อมๆกับการร่ายคาถาอะไรบางอย่างลงบนตัวต้นไม้อย่างเชื่องช้า

 

“ในนามของผู้ถือครองพลังศักดิ์สิทธิ์... ข้าขอวอนขอต่อเทพารักษ์ประจำผืนป่าแห่งนี้ โปรดปกป้องคุ้มครองบุตรสาวของข้าให้ปลอดภัยจนกว่าข้าจะกลับมารับนางด้วยตนเองด้วยเถิด...”

 

[ วิ้งๆๆๆ... ]

[ กึกๆๆๆ... ]

 

     เงาร่างสีเขียวของภูติแห่งพงไพรปรากฏกายออกมาจากตัวต้นไม้ใหญ่พลางตอบรับคำขานของ รอย ด้วยความยินดีและลูบไล้เด็กน้อยในตะกร้าอย่างเอ็นดูก่อนที่ รอย จะค่อยๆก้าวขาจากไปอย่างรวดเร็ว

 

“รอพ่อก่อนนะ... แล้วพ่อจะรีบกลับมารับลูก...”

 

[ กึกๆๆๆ!!! ]

 

     ชายหนุ่มออกวิ่งเพื่อรีบรุดออกไปจากตัวป่าโดยทิ้งให้ลูกน้อยของเขานอนอยู่ในตะกร้าข้างๆต้นไม้ใหญ่จนกระทั่งเวลาผ่านเลยไปพอสมควร... เรนะ ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปเนินนานเท่าใดก่อนที่สัมผัสพลังอันคุ้นเคยจะเรียกสติของเธอเอาไว้...

 

“สัมผัสแบบนี้มัน...”

 

[ วูบบบ... ]

 

     ภาพในบริเวณโดยรอบเกิดการบิดเบี้ยวขึ้นอีกคราก่อนที่ภาพของผืนป่าในบริเวณเดิมซึ่งลุกโชนไปด้วยเปลวไฟจะย้อนกลับมาปรากฏให้เห็นอย่างรวดเร็ว

 

[ โครมมม!!! ]

[ อุแว้.. ๆ... ]

[ เปรี๊ยะๆๆ... ]

[ …..!!! ]

 

     ต้นไม้ใหญ่ที่ รอย ฝากเด็กสาวเอาไว้กับเทพารักษ์ถูกหักโค่นลงในขณะที่ร่างของเทพารักษ์ถูกเสียบทะลุด้วยปลายคทาเวทมนตร์ยาวสีดำซึ่งมีรูปร่างคล้ายกับตรีศูลซึ่งฝังอัญมณีเวทมนตร์เม็ดโตเอาไว้ ซึ่งเป็นสิ่งที่เธอเคยเห็นมาตลอดในช่วง 10 ปีก่อนที่เธอจะหนีออกมาจากปราสาทของราชินีมาร

 

     คทานั้นอยู่ภายในมือภายในมือของสตรีผู้มีเส้นผมสีม่วงม้วนเป็นลอนยาวลงมาจาถึงบั้นเอว ชุดคลุมสีม่วงทอประกายและลวดลายที่ถักทอมาจากเส้นไหมทองคำ ตามตัวของนางประดับประดาไปด้วยอุปกรณ์เวทมนตร์ที่ทำจากทองคำฝังด้วยอัญมณี เวทมนตร์หลากสีแทบทั้งสิ้น ใบหน้าสวยคมประดับไปด้วยแววตาสีโลหิตซึ่งทอประกายชั่วร้ายกำลังแสยะยิ้มเมื่อร่างของเทพารักษ์สลายหายไปด้วยฤทธิ์ของคทาเวทมนตร์ภายในมือของนาง

 

“หึๆๆๆ... เป็นแค่ภูติชั้นต่ำบังอาจมาลองดีกับราชินีมารเช่นข้า คาเซ่อาเซ่ ผู้นี้อย่างนั้นรึ... ช่างไม่เจียมกะลาหัวเอาเสียเลย!!!”

“ทะ... ท่านแม่...”

 

     เรนะ เผลอส่งเสียงครางออกมาอย่างลืมตัวก่อนที่ราชินีมารคะย่อกายลงอุ้มเด็กสาวภายในตะกร้าขึ้นมาอุ้มเอาไว้อย่างทะนุถนอมและปลอบประโลมเด็กสาวที่กำลังร้องไห้อย่างอ่อนโยนอย่างที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน

 

“โอ๋ๆๆๆ... อย่าร้องๆ... นิ่งซะนะคนดี...”

“ฮึก... อึก...”

 

     เด็กสาวตัวน้อยค่อยๆหยุดร้องอย่างเชื่องช้าและจ้องมองใบหน้าของราชินีมารด้วยแววตาไร้เดียงสาก่อนที่ราชินีมารจะยิ้มตอบให้กับเด็กสาวพลางพูดคุยกับเธออย่างนุ่มนวลอีกครั้งหนึ่งว่า

 

“ทำไมเธอถึงถูกเอามาทิ้งไว้กลางป่าแบบนี้ละจ้ะแม่หนูน้อย? พ่อแม่ของเธออยู่ที่ไหน?”

“แอ๊...”

 

     เด็กสาวร้องตอบราชินีมารอย่างแผ่วเบาก่อนที่สร้อยคอสีทองบนตัวของเด็กสาวจะดึงความสนใจไปจากนางอย่างรวดเร็วด้วยความแวววาวของมันและชื่อที่ถูกสลักเอาไว้บนตัวสร้อย

 

“เรนะ... นั่นคือชื่อของเจ้าสินะแม่หนูน้อย...”

“ดา~*”

 

     เด็กน้อยตอบรับราชินีมารด้วยรอยยิ้มก่อนที่นางจะอุ้มทารกน้อยเอาไว้เสมออกและก้าวเดินจากไปอย่างเชื่องช้า

 

“ต่อจากนี้ข้าจะเป็นแม่ของเจ้าเอง เรนะ... ข้าจะเลี้ยงดูเจ้าให้เป็นคนที่เข้มแข็งและงามสง่าชนิดที่ไม่มีใครสามารถดูถูกการคงอยู่ของเจ้าได้อย่างแน่นอน!!!”

“ด๊า~*”

“เดี๋ยวก่อน... อย่านะ!!! อย่าพาเธอไปนะ!!!!!”

 

[ ซ่าๆๆๆ... เพล๊งงง!!!!! ]

[ ม่ายยยยยย~!!!!! ]

 

     ภาพในบริเวณพร่าเลือนและแตกสลายลงราวกับบานกระจกที่แตกร้าวก่อนที่สติของหญิงสาวจะดับวุบลงไปท่ามกลางแสงสีขาวที่พาเธอเข้ามายังห้วงนิมิตแห่งนี้...

 

 

-----

 

# Elven Village… หมู่บ้านลับแลแห่งเอลฟ์...

 

     แสงสีทองจางๆจากต้นไม้แห่งชีวิตยังคงส่องแสงให้ความสว่างกับตัวหมู่บ้านลับแลตามปกติ ในขณะที่ร่างเพรียวระหงภายใต้ชุดกิโมโนที่ขาดวิ่นของ เรนะ ค่อยๆชันกายลุกขึ้นบนกิ่งก้านขนาดใหญ่ของตัวต้นท่ามกลางใบหน้าที่เจิ่งนองไปด้วยหยาดน้ำตา

 

[ ฮึก... อึก... ]

 

     ความรู้สึกที่เอ่อล้นอยู่ภายในใจกระตุ้นให้หยาดน้ำตาของหญิงสาวพรั่งพรูออกมาอย่างควบคุมไม่อยู่เมื่อภาพนิมิตเหล่านั้นได้ฉายถึงชะตากรรมอันโหดร้ายที่เด็กสาวคนหนึ่งพึงได้รับ

 

[ แกร๊ก... ]

 

     สร้อยคอสีทองที่เธอไม่เคยปล่อยให้ห่างกายถูกคว้าออกมากจากภายในตัวเสื้อก่อนที่ตัวอักษรซึ่งถูกสลักเอาไว้ว่า เรนะ ( Reina ) จะปรากฏสู่สายตาของหญิงสาวอย่างง่ายดาย

 

[ กริ๊ก... ]

 

     ตัวจี้ถูกเปิดออกก่อนที่ภาพวาดของเด็กสาวตัวน้อยกับสร้อยคอเส้นบางจะปรากฏให้เห็นพร้อมๆกับหยาดน้ำตาที่ไหลรินอย่างต่อเนื่องก่อนที่อัญมณีสีส้มที่ถูกซ่อนอยู่หลังรูปภาพจะปรากฏให้เห็นในลำดับต่อมา

 

“.....”

 

     สร้อยคอของเธอเหมือนกับสร้อยที่เธอเห็นภายในห้วงนิมิตนั้นทุกประการรวมไปรูปภาพและอัญมณีที่ถูกซ่อนเอาไว้ภายในตัวสร้อยอีกด้วย... แล้วยังชื่อของ เรย์ ภายในห้วงนิมิตนั้นอีก... หรือว่าเธอกับ เรย์ จะเป็น!!!

 

     ไม่... เรื่องนั้นไม่มีทางเป็นไปได้อย่างเด็ดขาดเพราะเธอเคยตรวจดูที่คอของชายหนุ่มตั้งแต่ภายในหอคอยแห่งการฝึกฝนและไม่เห็นสร้อยคอแบบเดียวกันบนคอของเขาแม้แต่น้อย...

 

[ กึก... ]

[ เคร๊ง!!! ]

[ ว้ายๆๆ!!! ]

 

     ปลายดาบถูกจ่อเข้าใส่คอหอยของอีกฝ่ายทันทีที่เธอสัมผัสได้ถึงความเคลื่อนไหวก่อนที่ เรนะ จะรีบปาดน้ำตาพร้อมกับตีสีหน้าให้กลับเป็นปกติพลางหันกลับไปมองว่าใครกันที่ปีนขึ้นมาถึงบนยอดไม้แบบนี้

 

“เธอ... อาริกะ?”

“ค่ะ... หนูเอง... ลดดาบลงก่อนเถอะนะคะ คุณเรนะ...”

“.....”

 

[ กริ๊ก... ]

 

     ตัวดาบถูกเก็บกลับเข้าฝักอย่างรวดเร็วก่อนที่ อาริกะ จะคลายความกังวลลงเมื่อตัวดาบถูกถอนออกไปจากบนลำคอของเธอ

 

“คุณเรนะคะ... หนูอยากขอโทษคุณอีกครั้งหนึ่งค่ะ... ที่หนู...”

“ไม่จำเป็น...”

“ง่ะ...”

 

     เด็กสาวหน้าซีดเผือดลงในทันทีที่หญิงสาวปฏิเสธคำขอโทษของเธอเป็นหนที่สองก่อนที่ อาริกะ จะสังเกตเห็นคราบน้ำตาบนใบหน้าของ เรนะ จนเธออดร้องถามออกมาไม่ได้

 

“คุณเรนะ!!! บนหน้าคุณ...”

“ฝุ่นเข้าตาน่ะ... อย่าสนใจเลย...”

“ไม่ได้นะคะ!!!”

 

[ หมับ!!! ]

[ ….. ]

 

     เด็กสาวคว้าข้อมือของ เรนะ เอาไว้พลางซับผ้าเช็ดหน้าลงบนขอบตาของเธออย่างนิ่มนวลท่ามกลางสีหน้าแปลกใจของหญิงสาวที่กำลังยืนอึ้งกับการกระทำของเธอ

 

“พอแล้ว... ชั้นไม่เป็นอะไรแล้ว...”

“แต่ว่า...”

 

[ กึก!!! ]

[ ….. ]

 

    หญิงสาวยันร่างของเด็กสาวออกไปพลางเดินไปยังบริเวณริมกิ่งไม้และยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่เธอจะตัดสินใจหันมายิ้มให้กับ อาริกะ อย่างอ่อนโยนพลางเอ่ยชมเธอว่า

 

“พวกเธอต่อสู้ได้ดีมาก... ชั้นไม่คิดเลยว่าพวกเธอจะสามารถล้มโทรลลงได้ด้วยตัวเองแบบนั้น”

“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ... พวกเราก็แค่อยากจะช่วยชาวเอลฟ์แค่นั้นเอง ไม่ได้เก่งอะไรเลยสักนิด...”

“... การที่เธอบอกกับ ไบรอัน ว่าชั้นสามารถใช้พลังแห่งแสงได้ไม่ใช่เรื่องผิดหรอกนะ อาริกะ... เพราะเธอก็แค่อยากให้มีคนช่วยหมู่บ้านแห่งนี้เพิ่มขึ้นแม้สักคนก็ยังดีไม่ใช่เหรอ?”

“เรื่องนั้น...”

 

     เด็กสาวเริ่มหน้าขึ้นสีเมื่อถูกจับความคิดได้ท่ามกลางเสียงหัวเราะของ เรนะ ที่กำลังยืนยิ้มให้กับเธออย่างอ่อนโยนก่อนที่เธอจะเอ่ยประโยคกับเด็กสาวเป็นครั้งสุดท้ายว่า

 

“อาริกะ... การเป็นผู้นำกลุ่มนั้นจะต้องตัดสินใจเพื่อให้กลุ่มของตัวเองได้รับผลประโยชน์มากที่สุด... การที่เธออยากได้กำลังของชั้นเพื่อช่วยเหลือหมู่บ้านนั้นไม่ใช่เรื่องผิด ชั้นขอชมเชย... และลาก่อนนะ... ถ้าโชคดีเราคงได้พบกันอีก”

“เอ๊ะ!?!”

 

[ ฟุ่บ... ]

 

     ร่างของหญิงสาวกระโจนลงไปจากบนยอดไม้ก่อนที่เชือกซึ่งผูกตะขอเอาไว้ตรงปลายจะพุ่งออกไปในอากาศเพื่อเกี่ยวกิ่งไม้อันอื่นเอาไว้ก่อนที่ร่างของเธอจะพุ่งทะยานหายไปในอากาศในเวลาต่อมา...

 

“... เธอไปแล้วสินะ?”

“ค่ะ...”

 

[ แซ่กๆ... ฟุ่บ!!! ]

 

     ร่างของ อลิซ ปรากฏกายขึ้นอีกครั้งหนึ่งพลางมองไปในความมืด ณ จุดที่ เรนะ กระโดดหายไปพลางทอดถอนใจออกมาอย่างเหนื่อยหน่ายว่า

 

“ยัยนั่นก็จริงๆเลย... เข้าหมู่บ้านมาดีๆอย่างคนปกติเขาไม่เป็นรึยังไง ถึงต้องฟาดยามจนสลบทั้งหมดถึงจะเข้ามาได้น่ะ... งี่เง่าที่สุดเล้ย!!!”

“คิกๆๆ... บ่นอย่างนั้นอย่างนี้ที่จริงก็แค่อยากมาส่งเขาไม่ใช่เหรอคะ?”

“อะไรน้า!!?!?”

“เปล่าค่ะหนูล้อเล่น... คิกๆๆ...”

“.....”

 

     หลังจากพูดคุยกันได้เพียงครู่ อลิซ และ อาริกะ จึงเดินทางกลับไปนอนที่บ้านของ ไบรอัน ในขณะที่ เคียว ถูกเอลฟ์สาวคนเดิมพากลับไปนอนที่บ้านด้วย ทว่าในขณะที่เหล่าเอลฟ์เดินผ่านบ้านของเธอไม่ทราบว่าทำไมถึงมีเสียงครางแปลกๆดังลอดออกมาจากหน้าต่างบ้านชั้นบนก็ไม่ทราบ...

 

“อุ๊ย... เบาๆจ๊ะ... ตรงนั้นไม่ได้นะ... อย่าดูดแรงแบบนั้นสิ... อือ... อร๊างงง~♥”

“.....”

 

     เสียงที่ดังลอดออกมาจากหน้าต่างชั้นสองนั้นชวนให้จินตนาการกันไปไกล... ว่าเด็กหนุ่มที่ถูกอุ้มเข้าไปกับเอลฟ์สาวหุ่นดีนางนั้นกำลังทำอะไรกันแน่... เสียงร้องครางถึงดังออกมาแบบนั้น...

 

 

-----

 

# Elven Forest… ป่าที่พำนักอาศัยของเหล่าเอลฟ์...

 

[ ซ่าๆ... ]

[ เปรี๊ยะๆๆๆ... ]

[ ….. ]

 

     กองไฟยังคงส่องสว่างท่ามกลางที่ตั้งตัวเต็นท์และกระโจมสำหรับค้างแรมกลางป่าในขณะที่เสียงหายใจอย่างสม่ำเสมอดังออกมาจากภายในตัวกระโจมเหล่านั้นอย่างต่อเนื่อง

 

[ คร่อกกก… ]

[ Zzzz~* ]

[ แจ้บๆๆ... ]

[ ….. ]

 

     รอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้ที่นั่งเฝ้ายามอยู่ข้างกองไฟเมื่อได้ยินเสียงนอนหลับของบรรดาเพื่อนๆหลังจากมีเสียงเอะอะรวมไปถึงเสียงครางดังออกมาจากภายในตัวกระโจมเนื่องจากผลของเห็ดประหลาดที่พวกเขาเก็บมาทานกันเป็นอาหารเย็นซึ่งบัดนี้ผลของมันได้หมดฤทธิ์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

[ ฟิ้ววว... ]

[ แกร้บๆๆๆ ]

 

     สายลมพัดพาเอาเศษใบไม้ครูดไถลไปกับตัวพื้นผ่านล้อของรถลากที่ถูกสร้างขึ้นใหม่จนเสร็จก่อนที่ผู้สร้างจะถูกไล่กลับไปนอนท่ามกลางอาการหวาดกลัวของผู้เฝ้ายามเนื่องจากเกรงกลัวว่าฤทธิ์ของ [ เห็ดร้อยแรงม้า ] จะยังคงหลงเหลืออยู่ในตัวสมาชิกใหม่ของกลุ่ม...

 

“... สัมผัสแบบนี้มัน?”

 

[ แกร๊ก... ]

 

     ด้ามหอกถูกกระชับแน่นภายในมือก่อนที่ชายหนุ่มภายใต้เรือนผมและแววตาสีทองจะยันกายลุกขึ้นจากกองไฟและมองเข้าไปภายในตัวป่าอย่างเชื่องช้า

 

[ ควับ!!! / วูบ... ]

[ แกร๊ง….. ]

 

     ด้ามหอกปะทะเข้ากับคมดาบสีเงินอย่างแผ่วเบาราวกับผู้มาใหม่ต้องการเพียงที่จะกล่าวทักทายก่อที่เรือนผมสีทองยาวสยายภายใต้โครงหน้าที่เหมือนกันอย่างไม่ผิดเพียงจะเผยยิ้มบางให้กับผู้เฝ้ายามอย่างจริงใจ

 

“ไม่ได้เจอกันซะนานเลยนะ เรย์...”

“เรนะ...”

 

     ชายหนุ่มจ้องมองผู้มาใหม่อย่างไม่เชื่อสายตาในขณะที่หัวใจของเขาเต้นแรงขึ้นโดยไม่ทราบสาเหตุในขณะที่หญิงสาวเองก็พลอยมีอาการแบบเดียวกันซึ่งสังเกตได้จากใบหน้าที่เริ่มขึ้นสีของทั้งคู่

 

“ไม่ได้เจอกันนานจริงๆนั่นแหละ... สบายดีรึเปล่าครับ?”

“ถ้าถามว่าสบายดีมั้ย.... ก็ต้องขออตอบว่าสบายดีตามมารยาทล่ะนะ”

“แล้วถ้าเอาตามจริงล่ะครับ?”

“ก็คงตอบว่าหนักหนาอยู่นั่นแหละ... เดินทางคนเดียวมันก็มีเรื่องยุ่งยากเยอะพอสมควรนั่นแหละนะ”

“อย่างนั้นเหรอครับ...”

“อื้ม~*”

 

     เรนะ ตอบรับด้วยรอยยิ้มในขณะที่ เรย์ จ้องมองชุดกิโมโนที่ขาดวิ่นของเธอด้วยแววตาไม่สู้ดีนักก่อนที่เขาจะเอ่ยกับหญิงสาวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบว่า

 

“รอผมสักครู่นะครับ...”

“.....?”

 

     เรย์ มุดเข้าไปในกระโจมของ เซลิน่า และ โซฟี ที่กำลังหลับอยู่ ก่อนที่เขาจะค้นเอาเสื้อผ้าของเพื่อนสาวออกมาชุดหนึ่งโดยไม่บอกกล่าวและมุดกลับออกไปนอกตัวกระโจมอย่างรวดเร็ว

 

“นี่ครับ... อย่างน้อยก็น่าจะดูดีกว่าชุดที่คุณใส่อยู่นะครับ”

“แหม... ใจดีจังเลยนะนายเนี่ย...”

“ผมก็แค่ทนเห็นคุณใส่ชุดขาดแบบนั้นไม่ได้เองน่ะครับ...”

“ขอบใจนะ”

 

     เรนะ รับชุดไปจาก เรย์ อย่างง่ายดายก่อนที่เธอจะเริ่มถอดผ้าคาดเอวและเปลื้องชุดกิโมโนตัวเก่าออกท่ามกลางแววตาที่เบิกค้างของ เรย์ ที่ใบหน้ากำลังขึ้นสีจัดด้วยความเขินอาย

 

“ทะ... ทำอะไรน่ะครับ!!!”

“หืม? ก็เปลี่ยนชุดน่ะสิถามได้?”

“แล้วทำไมไม่ไปหาที่เปลี่ยนก่อนละครับ!!!”

“ตรงนี้ก็มีแค่ชั้นกับนายนี่นา? นายจะดูชั้นก็ไม่ว่าหรอกนะ”

“บะ... บ้าเหรอครับ!!!”

“คิกๆๆ...”

 

     ใบหน้าของชายหนุ่มขึ้นสีจัดก่อนที่ เรย์ ขึ้นสีจัดก่อนที่ชายหนุ่มจะรีบเบือนหน้าหนีท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักของ เรนะ ที่กำลังตั้งหน้าตั้งตาถอดชุดของตนต่อไปโดยไม่แยแสชายหนุ่มที่กำลังยืนหันหลังให้ตนอยู่ตรงหน้าแม้แต่น้อย

 

[ พรืดๆๆ... ]

[ … เอื๊อก!!! ]

 

     เสียงเนื้อผ้าเลื่อนหลุดลงไปกองบนตัวพื้นดังขึ้นอย่างเชื่องช้าท่ามกลางอารมณ์ร้อนรุ่มของ เรย์ ที่ต้องกลืนน้ำลายเพื่อข่มอารมณ์ของตนอย่างฝืดคอจนกระทั่ง เรนะ สะกิดหัวไหล่ของชายหนุ่มหลังจากแต่งตัวเสร็จ

 

“นี่... นายมีรสนิยมชอบสาวแต่งชุดแบบนี้เหรอ?”

“... ครับ?”

 

[ ….. ]

 

     เรย์ ค่อยๆหันกลับมามองหญิงสาวตามการสะกิดก่อนที่ภาพของหญิงสาวภายใต้ชุดใหม่จะทำให้ชายหนุ่มเกิดอาการตะลึงจนเบิกตาค้างไปครู่หนึ่งเลยทีเดียว...

 

     กางเกงยีนส์ขายาวสีน้ำเงินมีรอยขาดเล็กน้อยกับเสื้อหนังแขนกุดสีดำซึ่งรัดรูปจนมองเห็นส่วนเว้าส่วนโค้งของเธอได้อย่างชัดเจนในขณะที่แขนเรียวยาวของเธอซึ่งไม่มีอะไรปิดบังนั้นฉายแววนวลเนียนน่าสัมผัสออกมาอย่างชัดเจนในขณะที่เรือนผมสีทองถูกรวบกลับขึ้นไปบนศีรษะฝั่งซ้ายอย่างเป็นระเบียบจนเธอดูมีเสน่ห์ดึงดูดตามากยิ่งขึ้นไปอีกหลายเท่าตัว

 

“เอ่อ...”

“... จ้องชั้นตาค้างเชียวนะนายเนี่ย”

“ขอโทษครับ!!!”

“ฮ่าๆๆๆ... นายจะขอโทษชั้นทำไมน่ะ? ชุดพวกนี้มันก็ของที่นายให้ชั้นเองนะ”

 

     เรย์ เกิดอาการใจเต้นไม่เป็นส่ำหลังจากที่ได้เห็นหญิงสาวเบื้องหลังแต่งกายแบบสาวเปรี้ยวสมัยปัจจุบันซึ่งแตกต่างจากชุดกิโมโนตัวเดิมของเธอโดยสิ้นเชิงในขณะที่ เรนะ ชำเลืองมองเข้าไปในคอเสื้อของชายหนุ่มหลังจากมองเห็นประกายแสงสีทองบางอย่างจากภายในนั้น...

 

“เรย์...”

“ครับ?”

 

[ แปะ... ]

[ ... เอ๊ะ? ]

 

     ฝ่ามือเรียวของ เรนะ วางทาบลงบนแผงอกของ เรย์ อย่างแผ่วเบาก่อนที่เธอจะออกแรงผลักชายหนุ่มเข้าหาต้นไม้ในบริเวณชายป่าอย่างรวดเร็วและเบียดร่างเข้าแนบชิดกับแผงอกของ เรย์ ในทันที

 

“จะ... จะทำอะไรน่ะครับ!?!”

“เฉยๆก็ดีเองละน่า...”

 

[ หงับ... ]

[ อ๊ะ!?! ]

 

     ฟันขาวเรียงเป็นระเบียบภายในริมฝีปากอิ่มของ เรนะ ฝังลงบนลำคอของ เรย์ อย่างแผ่วเบาท่ามกลางเสียงร้องตกใจของชายหนุ่มที่กำลังตื่นเต้นจากการรุกเข้าหาของหญิงสาวตรงหน้า

 

“อะ... เรนะ... หยุดเถอะครับ”

“หงับๆๆ...”

 

     ฟันขาวของหญิงสาวไล้ต่ำลงมาเรื่อยๆจนอารมณ์ของชายหนุ่มเตลิดหายไปอย่างรวดเร็วก่อนที่ท่าทีแปลกๆของ เรนะ จะดึงสติของชายหนุ่มกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

 

“.....”

“.....?”

 

     หญิงสาวกำลังคาบสายสร้อยของเขาเอาไว้พลางจ้องมองจี้ห้อยคอสีทองซึ่งสลักอักษรว่า เรย์ ( Ray ) เอาไว้ในขณะที่หยาดน้ำตาพรั่งพรูออกมาจากนัยน์ตาสวยคมของเธออย่างต่อเนื่อง

 

“ฮึก... ฮือๆๆๆ...”

“เรนะ!!! เป็นอะไรไปเหรอครับ!?!”

“ฮือๆๆๆ... เปล่า... นายไม่ได้ทำอะไรผิดหรอก ฮือๆๆๆๆ!!!”

“แต่ว่าคุณร้องไห้...”

“บอกว่าไม่มีอะไรยังไงเล่า!!!”

“.....”

 

     ชายหนุ่มไม่รู้ว่าตนควรจะปลอบหญิงสาวอย่างไร่ดี... เขาจึงโอบกระชับแผ่นหลังของ เรนะ เอาไว้และลูบหลังเธอเป็นเชิงปลอบประโลมและปล่อยให้หญิงสาวร้องไห้ต่อไปเรื่อยๆจนกระทั่ง เรนะ ยอมสงบลงได้ในที่สุด...

 

“.....”

“สงบใจลงบ้างหรือยังครับ?”

“... อืม... ขอโทษนะที่ทำให้ชุดของนายเปียกหมดแบบนี้น่ะ...”

“ช่างมันเถอะครับ... ขอแค่คุณสบายใจก็พอ...”

“... ขอบคุณนะคะ... พี่ชาย?”

“ครับ?”

 

     เรนะ กล่าวขอบคุณออกมาอย่างแผ่วเบาจน เรย์ ต้องเอ่ยถามซ้ำอีกครั้งหนึ่งเนื่องจากเขาไม่แน่ใจว่าหญิงสาวกล่าวอะไรกันแน่ก่อนที่ เรนะ จะผละออกไปจากอ้อมแขนของชายหนุ่มอย่างเชื่องช้า

 

“ชั้นต้องออกเดินทางแล้วละ...”

“... อย่างนั้นเหรอครับ...”

“อืม... เสียใจเหรอที่ชั้นรีบไปน่ะ?”

“ก็อาจจะนะครับ... ผมยังมีเรื่องที่อยากคุยกับคุณตั้งมากมายเลย”

 

     เรย์ กล่าวออกมาด้วยความรู้สึกเสียดายด้วยความจริงใจทว่าประโยคต่อมาของ เรนะ กลับทำให้เขารู้สึกอยากเอาหัวเขกต้นไม้ให้รู้แล้วรู้รอดเสียนี่...

 

“แหม... เจอกันแค่ไม่กี่ครั้งนายก็คิดจะจีบชั้นซะแล้วเหรอ เรย์?”

 

[ โครม!!! ]

 

     ... ว่าแล้วชายหนุ่มก็เขกหัวเข้ากับตัวต้นไม้เพื่อระงับอารมณ์เขินอายจริงๆเสียด้วย...

 

“ผมไม่ได้ตั้งใจจะทำแบบนั้นนะครับ!!!”

“ฮะๆๆๆ... ชั้นล้อเล่นหรอกน่า ทำจริงจังไปได้นะนายนี่?”

“ล้อเล่นแบบนี้มันก็เกินไปนะครับ!!!”

“ฮ่าๆๆๆๆ!!!”

 

     เรนะ ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างสุดเสียงขณะที่ เรย์ แสดงทีท่าขุ่นเคืองออกมาเล็กน้อยอยู่ครู่ใหญ่จนกระทั่ง เรนะ ขอตัวไปเพื่อออกเดินทางต่อท่ามกลางสีหน้าเสียดายอย่างสุดซึ้งของชายหนุ่ม

 

“ยังไงก็ไม่คิดจะเดินทางไปกับพวกผมอย่างนั้นเหรอครับ?”

“ตื้อจริงๆนะนายนี่... ชอบชั้นเข้าจริงๆแล้วใช่ม้า~?”

“อย่าล้อเล่นกันแบบนี้สิครับ... ผมจะโกรธแล้วนะครับ...”

“เอาน่าๆ... ยังไงก็ต้องขอขอบคุณเรื่องชุดนะ เรย์...”

“ไม่เป็นไรครับ... ว่าแต่คุณคิดจะเดินทางไปที่ไหนต่อเหรอครับ?”

 

     เรย์ พยายามเลียบๆเคียงๆถามจุดหมายของหญิงสาวในขณะที่ เรนะ เพียงแค่ยิ้มตอบชายหนุ่มและมองขึ้นไปยังทิศเหนือซึ่งจากป่าแห่งเอลฟ์นี้จะเป็นบริเวณของ [ หุบผาแห่งคำมั่น ] ซึ่งเป็นเส้นทางเพียงหนึ่งเดียวที่จะเชื่อมต่อไปยังอาณาจักรคานาวาน เมืองหลวงอีกแห่งหนึ่งของทวีปเบอร์มีเซียนั่นเอง...

 

“ถ้าโชคดีเราคงได้พับกันเองนั่นแหละ... ไปก่อนนะ เรย์”

“... โชคดีนะครับ เรนะ”

 

[ ฟุ่บ!!! ]

[ ตึกๆๆๆๆ... ]

 

     ร่างของหญิงสาวพุ่งทะยานไปในความมืดและทิ้งห่างออกไปเรื่อยๆท่ามกลางรอยยิ้มของ เรย์ ที่กำลังกุมหน้าอกด้านซ้ายของตนพลางรำพึงออกมาอย่างแผ่วเบาว่า

 

“เจอกันครั้งหน้า... ผมต้องรู้ให้ได้ว่าคุณเป็นใครกันแน่... เรนะ”

 

     เรย์ เอ่ยทิ้งท้ายเอาไว้เพียงเท่านั้นก่อนที่เขาจะเดินกลับไปเฝ้ายามข้างๆกองไฟขณะที่ดวงตะวันเริ่มปรากฏขึ้น ณ บริเวณขอบฟ้าก่อนที่ชายหนุ่มจะผลอยหลับไปด้วยความเหนื่อยล้าจากการนั่งเฝ้ายามมาตลอดทั้งคืน...

 

.....

 

[ ตึกๆๆๆๆ!!! ]

 

     ท่อนขาเรียวยาวออกวิ่งไปในความมืดเพื่อมุ่งหน้าตรงไปยังหุบผาแห่งคำมั่นซึ่งเป็นสถานที่ๆ เซโรน่า กล่าวเตือนถึงแผนการต่อไปของพวกเธอเพื่อทำในสิ่งที่เธอปฏิเสธมาโดยตลอด...

 

“เรย์... ชั้นอาจจะปิดบังความจริงที่ชั้นเป็นน้องสาวของนายเอาไว้... เพราะชั้นถูกเลี้ยงดูมาโดยราชินีมารศัตรูของพวกนายดังนั้นการที่ชั้นจะเปิดเผยตัวว่าเกี่ยวพันกับนายนั้นจะทำให้ฐานะผู้นำของนายเสียไปซะเปล่าๆ... ดังนั้นชั้น... จะขอต่อต้านเหล่า NG เพียงลำพังเพื่อช่วยเหลือพวกนายเอง!!!”

 

     เรนะ หวนนึกถึงอดีตเก่าๆในสมัยที่เธอยังดำรงตำแหน่ง 1 ใน 4 จตุรเทพซึ่งคอยชี้นำเหล่า NG ร่วมกับ เอราดอน เซโรน่า และ โรมิโอ อยู่ครู่ใหญ่... ก่อนที่เธอจะลบภาพอดีตเหล่านั้นออกไปจากห้วงความคิดและเตรียมพร้อมสำหรับการทรยศพวกพ้องในอดีตของตนเพื่อ [ ครอบครัว ] ของเธอเอง...

 

( พี่คะ... ชีวิตนี้ที่พี่เคยช่วยเอาไว้... หนูจะขอมอบมันให้กับพี่เอง!!! )

 

.....

 

 

[ ซ่าๆๆ... ]

[ จิ๊บๆๆๆ~* ]

 

     เหล่านกน้อยเริ่มส่งเสียงขับขานในขณะที่สายลมยามรุ่งอรุณพัดผ่านบริเวณที่พักของทีม SGC อย่างแผ่วเบา...

 

[ ว๊ากกกกกกซ์~!!!!! ]

[ กรี๊ดดดดดดด~!!!!! ]

[ พั่บๆๆๆ... ]

 

     ทว่าเสียงกรีดร้องซึ่งดังออกมาจากภายในตัวกระโจมนั้นทำให้เหล่าวิหคตื่นเตลิดและบินหนีไปอย่างรวดเร็วในขณะที่สมาชิกทีม SGC ต่างพากันวิ่งออกมาภายนอกตัวกระโจมอย่างรวดเร็ว

 

“เฮ้ย!!! ทำไมชั้นถึงไปนอนเปลือยอยู่กระโจมเดียวกับเจ้าบ้า อีริค ได้ฟะ!?!”

“ชั้นสิที่ต้องถามแก!!! ทำไมแกถึงมานอนเปลือยกายกอดชั้นได้วะ!!!”

“ทะๆๆ ทำไม!!! ทำไมชั้นถึงอยู่ในสภาพโดนมัดแบบนี้ล่ะ!!! แล้วน้ำตาเทียนบนตัวชั้นนี่มันอะไร!?!”

“แงๆๆๆ... ทำไมหนูถึงมาอยู่ในชุดหนังรัดรูปแบบนี้ได้ละคะเนี่ย~!!!”

 

[ กึกๆๆ... หาววว~* ]

 

     ในขณะที่ รอน อีริค โซฟี และ เซลิน่า กำลังแผดเสียงร้องตะโกนอยู่หน้ากระโจมของตนเองนั้นเองที่ร่างของ ซิลเบอร์ คลานออกมาจากภายในตัวเต็นท์ของตนในสภาพงัวเงียเต็มทนก่อนที่คนทั้ง 4 จะรีบปรี่เข้าไปถามสาเหตุจากเพื่อนหนุ่มหัวเงินภายในทันที

 

[ ซิล!!! / แก!!! / นาย!!! / พี่ซิล!!! ]

[ เกิดอะไรขึ้น!!?!? ]

[ ….. ]

 

     ซิลเบอร์ ขยี้ตาอยู่สองสามทีก่อนที่ประโยคอันแสนจะธรรมดาจะถูกเอ่ยออกมาจากปากของชายหนุ่มว่า

 

“นี่พวกเธอ... กำลังจะไปแสดงโชว์โรคจิตที่ไหนอย่างนั้นเหรอ?”

“เอ๊ะ...”

 

     เมื่อถูกทัก ทุกคนจึงพึ่งจะรู้ตัวว่าตนเองยังอยู่ในสภาพเดียวกับตอนก่อนออกมาจากตัวเต็นท์... รอน และ อีริค ยังคงเปลือยกายโดยมีเพียงเสื้อเชิ้ตตัวบางปิดบังท่อนบนเอาไว้ส่วน เซลิน่า ยังคงอยู่ในชัดหนังรัดรูปพร้อมแส้ภายในมือและ โซฟี ที่อยู่ในสภาพถูกมัดพร้อมคราบน่ำตาเทียนบนร่างกาย...

 

[ จ๊ากกกก!!! / กรี๊ดดดด!!! ]

[ ฟุ่บ!!! ]

 

     ทั้ง 4 คนต่างพุ่งกลับเข้าไปภายในตัวเต็นท์ก่อนที่เสียงโวยวายจะดังออกมาจากกระโจมของ อีริค กับ รอน ว่า

 

“แกน่ะไสหัวออกไปแต่งตัวข้างนอกเลยไป!!!”

“อะไรฟะเพื่อน!!! ชั้นจะแต่งตัวในนี้มันผิดรึไง!?!”

“ไม่ผิด... ถ้าแกไม่ได้ทำสายตาหื่นกามตอนจ้องตูดชั้นโว้ย!!!”

 

[ ผัวะ!!! ]

[ แย๊กกกซ์~!!! ]

[ …... ]

 

     ร่างของ รอน ถูกฝ่าเท้าของ อีริค ยันออกมาจากภายในตัวเต็นท์อย่างรุนแรงก่อนที่ รอน จะลูบก้นตัวเองป้อยๆด้วยความเจ็บปวดอยู่ครู่ใหญ่...

 

“อูย... ตัวเล็กแต่ตีนหนักเป็นบ้าเลยเว้ย...”

“.....”

“อ้อซิล!!! ชั้นขอยืมกระโจมของแกเปลี่ยนชุดได้ปะ?”

“ก็ได้... แต่ขอเรียก เฮแซด ออกมาก่อนนะ...”

 

[ สวบๆๆ... ]

 

     ร่างของ ซิลเบอร์ มุดกลับเข้าไปภายในตัวเต็นท์อยู่ครู่หนึ่งก่อนที่ร่างของ เฮแซด ภายใต้ชุดนอนลายหมีกับตุ๊กตาตัวโตจะค่อยๆคลานออกมาจากภายในตัวเต็นท์อย่างเชื่องช้า

 

[ พรู่ดดด~!!! ]

[ อุ๊บ... ฮ่าๆๆๆๆๆๆ!!! ]

 

     รอน หัวเราะให้กับภาพที่ตนเห็นพลางล้มลงไปนอนหัวเราะอยู่บนตัวพื้นอยู่ครู่ใหญ่ก่อนที่ โซฟี ที่แต่งตัวเสร็จแล้วจะก้าวออกมาจากภายในตัวเต็นท์เพื่อมองดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่

 

“มีอะไรเหรอ... ไอ้โรคจิต!!!”

“ฮะๆๆ... เหอ? แหะๆๆๆ...”

 

     รอน ซึ่งได้ยินประโยคของหญิงสาวจึงได้สติและรู้ตัวว่าตนยังไม่ได้ใส่เสื้อผ้ากำลังหัวเราะเสียงแห้งในขณะที่ โซฟี เรียกดาบกุญแจของตนออกมาจากห้วงมิติเพื่อเตรียมลงมือสังหารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

“ตายซะเถอะแก~!!!”

“จ๊ากกกกซ์~!!!!!”

 

     ทันทีที่เสียงกรีดร้องดังขั้นร่างของ รอน ซึ่งเคยนอนอยู่บนตัวพื้นพลันวิ่งหนีหายไปอย่างรวดเร็วโดยมีร่างของ โซฟี จี้ตามไปติดๆก่อนที่ เซลิน่า ซึ่งแต่งตัวเสร็จแล้วจะก้าวตามออกมาจากภายในตัวเต็นท์

 

“... พี่เรย์ อยู่ไหนเหรอคะ?”

“อ้อ... เมื่อคืนเกิดเหตุสุดวิสัยเล็กน้อยทำให้เขาต้องนั่งเฝ้ายามทั้งคืนน่ะ.. นั่งอยู่ข้างกองไฟนั่นไง...”

 

     ซิลเบอร์ ชี้ไปยังบริเวณข้างๆกองไฟซึ่ง เรย์ กำลังนั่งค้อมตัวอยู่และส่งเสียงกรนออกมาอย่างสม่ำเสมอก่อนที่ เซลิน่า จะพบว่าชายหนุ่มกำลังนั่งยิ้มและผลอยหลับไปด้วยใบหน้าที่เปี่ยมไปด้วยความสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน...

 

“คิกๆๆ... ดูเหมือน พี่เรย์ จะกำลังฝันดีนะคะ... ใบหน้าพี่เขาดูมีความสุขมากๆเลย...”

“นั่นสินะ... ไม่เคยเห็น เรย์ มีสีหน้าแบบนี้เลยนะเนี่ย?”

 

     เซลิน่า ตัดสินใจปล่อยให้ เรย์ นอนหลับต่อไปโดยไม่ปลุกชายหนุ่มขึ้นมาในขณะที่ เรย์ กำลังจมอยู่ในห้วงความฝันอันเปี่ยมสุขว่า เรนะ คือคนที่เขาออกเดินทางจากอาณาจักร Diviner เพื่อออกตามหา และเป็นเหตุผลในการออกเดินทางในครั้งนี้... น้องสาวของเขานั่นเอง...

 

 

Ep.52 เยือนบึงปริศนา...

 

Coming Soon …